[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by KMOBECMAXSITE 1.2.1
    


ความรู้เรื่องการเลือกต้้ง ส.ส. ปี 2554
เรื่อง : การเลือกตั้้ง ส.ส. 2554



คู่มือประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ส.ส. 2554

               
 
คำนำ
                    การเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมีขึ้น  ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 นับเป็นการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งแรกภายหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1)พุทธศักราช 2554 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในส่วน    ที่เกี่ยวข้องกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งประเทศรวม 500 คน แบ่งเป็น ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 375 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 125 คน โดยมีเจตนารมณ์ที่คำนึงถึงสิทธิและความเสมอภาคในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิลำเนาใด พื้นที่ใด    เขตใด ก็จะมีสิทธิที่เท่าเทียมกันในการไปใช้สิทธิเลือก ส.ส. จึงกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนทุกเขตเลือกตั้ง เลือกส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อได้อย่างละหนึ่งหมายเลขอย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ     
                   เอกสารคู่มือประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ส.ส. เบื้องต้นฉบับนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น สำหรับให้สื่อมวลชน พิธีกร  ผู้ดำเนินรายการ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และประชาชนทั่วไป ได้รับทราบข้อมูลและนำข้อมูลที่ได้รับไปเผยแพร่ หรือบอกต่อ โดยผู้จัดทำได้สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2554 รวมทั้งขั้นตอน วิธีการเลือกตั้ง  และสิ่งที่ประชาชนควรรู้ก่อนไปกาบัตรเลือกตั้ง
                    หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านได้ใช้เป็นคู่มือเบื้องต้นในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มีความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งและไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างมีคุณภาพ เข้าใจ และยอมรับในผลของการเลือกตั้ง ส.ส.ที่มาจากเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างจริงใจ เพื่อให้ประเทศไทย    ของเราได้ก้าวพ้นวิกฤต และการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ สามารถดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อยต่อไป
คณะผู้จัดทำ
 
1. การเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งนี้ สำคัญกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์  ทรงเป็นประมุข คำว่า “ประชาธิปไตย” แปลว่า “ประชาชนเป็นใหญ่” คือการที่ประชาชนมีอำนาจอธิปไตยหรือมีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ แต่ประชาชนทั้ง 64 ล้านคน          จะเข้าไปปกครองบริหารประเทศทั้งหมดด้วยตนเองย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงต้องมอบ    อำนาจอธิปไตยให้แก่ตัวแทนที่ตนเลือกเพื่อให้ไปทำหน้าที่แทนทั้งด้านนิติบัญญัติและ           ด้านการบริหาร ดังนั้น กระบวนการเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม เป็นที่ยอมรับของประชาชนจึงมีความสำคัญ ไม่เพียงแต่จะเป็นหลักประกันว่าตัวแทนที่เลือกเข้าไปมีความชอบธรรมเพราะได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนเท่านั้น แต่ประชาชนยังจะได้ผู้แทนที่ดี มีความสามารถ รู้งาน รู้หน้าที่สามารถทำงานด้านนิติบัญญัติและด้านการบริหารแทนประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอย่างซื่อสัตย์ สุจริต อีกด้วย
ภายใต้สถานการณ์ของประเทศที่น่าเป็นห่วง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาทางการเมืองที่ประชาชนบางกลุ่มมีความคิดเห็นแตกต่างกัน รวมทั้งปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศอันเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงในเวลานี้ เรากำลังมีการเลือกตั้ง ส.ส.ในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งว่าจะเลือกผู้สมัครคนใดให้เป็น ส.ส.และเลือกนโยบายของพรรคการเมืองใดในการแก้ไขปัญหาของประเทศ
หากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งพร้อมใจไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างพร้อม  เพรียงกัน ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ย่อมหมายถึงประชาชนส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจเลือกแล้วและได้แสดงเจตนารมณ์อย่างแรงกล้าที่ต้องการให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดหรือพรรคการเมืองใด เข้าไปแก้ไขปัญหาและระงับความขัดแย้งต่างๆ ให้หมดไปจาก   ประเทศไทย
                   ดังนั้น การตัดสินใจเลือกใคร พรรคการเมืองใด หรือแม้แต่การตัดสินใจ  ไม่เลือกใครหรือพรรคการเมืองใดเลย จึงเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของประชาชนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่จะต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งอย่างมีเหตุผล โดยเลือก “คนดี มีความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต เห็นประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน” ให้เข้าไปบริหารบ้านเมือง          เพื่อประโยชน์สุขของพวกเราทุกคน
อนาคตของประเทศไทยจะก้าวเดินไปในทิศทางใด ตัวแทนที่เราเลือกจะสามารถนำพาประเทศชาติฝ่าวิกฤติไปได้หรือไม่ คำตอบจึงอยู่ที่ประชาชน
 
2. หน้าที่ ของ ส.ส.
2.1พิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีเข้าไปบริหารประเทศ
2.2 พิจารณาออกกฎหมาย
2.3 ควบคุมและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการตั้งกระทู้ถาม       การเสนอญัตติ อภิปรายทั่วไป อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี         เป็นรายบุคคลหรือคณะ
2.4 พิจารณาอนุมัติงบประมาณแผ่นดินอย่างเป็นธรรมเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ และควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของรับบาลให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
2.5 เป็นปากเสียงของประชาชน นำปัญหาของประชาชนเสนอให้รัฐบาลแก้ไข
3. ที่มาของ ส.ส.
                   รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2554  กำหนดให้มี ส.ส. มีจำนวน 500 คน มาจากการเลือกตั้ง 2 แบบ ได้แก่ ส.ส.แบบแบ่งเขต จำนวน 375 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 125 คน
4. ส.ส.แบบแบ่งเขต 
                   ส.ส.แบบแบ่งเขต คือ ส.ส. ที่มาจากเขตเลือกตั้งโดยการแบ่งเขตเลือกตั้งประเทศออกเป็น 375 เขต ซึ่งจังหวัดไหนจะมีกี่เขตและมีจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตจำนวนเท่าใด เป็นไปตามที่ กกต.ประกาศกำหนด โดยเกิดจากการคำนวณราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานทะเบียนราษฎร ที่ประกาศปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้งเฉลี่ยด้วยจำนวน ส.ส. 375 คน เช่น ราษฎรทั้งประเทศ จำนวน 63,878,267 ล้านคน หารด้วย 375 ก็จะได้ค่าเฉลี่ยราษฎร 170,342 คน ต่อ ส.ส. 1 คน หลักการนี้มาจากเหตุผลที่ว่า แต่ละเขตเลือกตั้งควรมี ส.ส. จำนวนเท่าเทียมกัน โดยประชาชนหนึ่งคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน      มีความเสมอภาคกัน ไม่ว่าจะมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ใด หรือจะยากดีมีจน เป็นชาวไร่ ชาวนา หรือเศรษฐีก็มีสิทธิที่เท่าเทียมกันในการเลือกตัวแทน 
                   การลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตให้ทำเครื่องหมาย x กากบาทเลือกได้เพียงหมายเลขเดียวหรือเบอร์เดียว ดังที่เรียกว่า “เขตเดียว-เบอร์เดียว
 
5. ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ มีจำนวน 125 คน
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คือ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งในแบบบัญชีรายชื่อ         โดยพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจะจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครไว้   เพียงบัญชีเดียว เรียงลำดับไว้จำนวนไม่เกิน 125 รายชื่อ
การลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ให้ทำเครื่องหมาย x กากบาท   เลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียว ได้เพียงหมายเลขเดียว      หรือเบอร์เดียว นั่นก็หมายถึงผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตัดสินใจเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อในสังกัดของพรรคการเมืองที่ชื่นชอบนั่นเอง ส่วนที่ว่าพรรคใดจะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวนเท่าใดก็ขึ้นกับว่าพรรคนั้นๆ จะได้รับคะแนนเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด โดยผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งต้องมาจากบัญชีรายชื่อเรียงตามลำดับจนกว่าจะครบจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองได้รับ โดยมีวิธีการคำนวณ ดังนี้
6. วิธีคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ได้รับเลือกตั้ง
6.1 นำจำนวนคะแนน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนน            ให้แก่พรรคการเมืองทุกพรรคมารวมกัน
6.2 ผลลัพธ์ตามข้อ 1) หารด้วยจำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 125 คน  จะได้คะแนนเฉลี่ย สำหรับ ส.ส. 1 คน (ดูวิธีหาค่าคะแนนเฉลี่ยต่อจำนวน ส.ส. 1 คน)

          คะแนนรวมของทุกพรรคการเมือง
                ---------------------------------------      =    คะแนนเฉลี่ย/ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน
                                 125

 
6.3 ผลลัพธ์ตามข้อ 2) ไปหารคะแนน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง ก็จะได้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค
 
 
6.4 ตามข้อ 3) ถ้าได้ ส.ส.ไม่ครบ 125 คน ให้ดูว่าพรรคการเมืองใดมีเศษเหลือมากที่สุดก็จะได้จำนวนส.ส.ที่เหลือไป 1 ที่นั่ง หากยังไม่ครบอีกก็จะจัดสรรที่นั่งให้พรรคการเมืองที่มีเศษรองลงไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้ ส.ส.ครบจำนวน 125 คน  
สมมุติในเขตเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไป มีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ รวม 8 พรรค และแต่ละพรรคมีคะแนนรวมทั้งประเทศ ดังนี้

ที่
พรรคการเมือง
ได้คะแนน
จำนวน ส.ส. จากคำนวณครั้งแรก
เหลือเศษ
จำนวน ส.ส. ที่ได้เพิ่มจากการคำนวณ
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งสิ้น
1
2
3
4
5
6
7
8
พรรค ก.
พรรค ข.
พรรค ค.
พรรค ง.
พรรค จ.
พรรค ฉ.
พรรค ช.
พรรค ซ.
12,600,000
8,450,000
2,900,000
2,800,000
1,550,000
1,550,000
300,000
150,000
52
34
11
11
6
6
1
-
.066115
.917355
.983471
.570247
.4049586
.1983471
.2396694
.6198347
-
1
1
1
-
-
-
1
52
35
12
12
6
6
1
1
 
121
-
4
125

*** หมายเหตุ:
               จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ผลการคำนวณครั้งแรกได้ ส.ส. 121 คน ดังนั้น จำนวน ส.ส. อีก 4 คนที่เหลือ จะมาจาก 4 พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเหลือเศษมากที่สุด พรรคละ 1 คน ไล่เรียงตามลำดับคือ พรรค ค. พรรค ข. พรรค ซ. และ พรรค ง.
โดยมีการคำนวณ ดังนี้
 
1. รวมคะแนนทุกพรรค 30,250,000 คะแนน (ข้อ 1)
2. คะแนนเฉลี่ย ต่อ ส.ส. 1 คน คือ คะแนนรวมทุกพรรคในเขต หารด้วย 125 กรณีนี้คือ 30,250,000 คะแนน หารด้วย 125 เท่ากับ 242,000 คะแนน (ข้อ2)
3. คะแนนรวมของแต่ละพรรคหารด้วยคะแนนเฉลี่ย ผลที่ได้คือจำนวน ส.ส.     ของพรรคในเขตนั้นๆ หากคำนวณแล้วได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไม่ครบ 125 คน         ให้นำเศษของคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับมาจัดลำดับจนครบ (ข้อ3)
ตัวอย่าง : พรรค ก. ได้คะแนน 12,600,000 คะแนน หารด้วย 242,000        ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 52.66115 ก็จะได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 52 คน เหลือเศษ 66,115 คะแนน
7. คุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.
7.1 มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
7.2 มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
7.3 จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี (เว้นแต่เคยเป็น ส.ส. หรือ ส.ว.)
7.4 เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวนับถึงวันเลือกตั้ง ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน(การเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งนี้เป็นกรณียุบสภาผู้สมัครต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 วัน  นับถึงวันเลือกตั้ง)
8. ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
8.1 ผู้มีสัญชาติไทย (ถ้าแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า         5 ปี
8.2 มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง 
8.3 มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง
8.4 ไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้
* เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
* อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
* ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
* วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
9. กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. 
9.1 รับสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ระหว่างวันที่ 19-23 พฤษภาคม 2554 เวลา 08.30-16.30 น. ณ สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น (ดินแดง)    
9.2 รับสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ระหว่างวันที่ 24-28 พฤษภาคม 2554 เวลา 08.30-16.30 น. ณ สถานที่ ผอ.กต.เขตเลือกตั้งกำหนด (แต่ละจังหวัดจะกำหนดให้สมัครที่แห่งเดียวในจังหวัดทุกเขตเลือกตั้ง)
สำหรับสถานที่ขอให้สอบถาม สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด
10. การลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ล่วงหน้า
การลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด
จัดเพียง 1 วัน คือ  :  วันที่ 26 มิถุนายน 2554 เวลา 08.00-15.00 น.
สถานที่ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า  : ณ ที่เลือกตั้งกลางของแต่ละจังหวัด จังหวัดละอย่างน้อย 1 แห่ง ยกเว้นกรุงเทพมหานคร                มีทุกสำนักงานเขต
11. ผู้ประสงค์ที่จะใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดจะต้องทำอย่างไร
ผู้ที่ทำงานหรืออาศัยอยู่คนละจังหวัดกับที่ผู้นั้นมีชื่อในทะเบียนบ้านหรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้ง (เพิ่งย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาใหม่) ไม่ถึง 90 วัน      นับถึงวันเลือกตั้ง สามารถไปลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลาง        ของจังหวัดที่ท่านทำงานหรืออาศัยอยู่ได้ แต่ต้องยื่นคำขอลงทะเบียนเพื่อขอใช้          สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น ก่อนวันเลือกตั้ง   30 วัน (วันสุดท้าย 2 มิ.ย.54) สำหรับผู้ที่เคยลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า    ไว้แล้วโดยไม่ได้ขอเปลี่ยนแปลงที่ลงคะแนน ก็สามารถไปขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าได้ตามวันเวลาที่กำหนดได้เลย
12. เอกสารที่ต้องเตรียมยื่นลงทะเบียนนอกเขตจังหวัด
12.1 คำขอลงทะเบียนการใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด (ขอรับได้ที่ที่ว่าการอำเภอทุกแห่งหรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือโหลดได้            จาก www.ect.go.th) (แบบ ส.ส. 42)
12.2 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรที่มีรูปถ่ายที่ทางราชการออกให้และมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
หมายเหตุ      สามารถยื่นรวมกันเป็นกลุ่มได้ โดยใช้คำแบบ ส.ส.42/ก หรือทำเป็นหนังสือที่มี ชื่อ-สกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้านใน        เขตเลือกตั้ง และจังหวัดที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านครั้งสุดท้ายเป็นเวลาไม่น้อยกว่า    90 วัน
13. วิธีการยื่นคำขอลงทะเบียนนอกเขตจังหวัด
ยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอ/นายทะเบียนท้องถิ่น ก็คือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตของ กทม. นายอำเภอ หรือปลัดเทศบาล โดยมีวิธีการยื่น 3 ทาง คือ
13.1 ยื่นด้วยตนเอง
13.2 ทำหนังสือมอบหมายให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอื่นดำเนินการแทน
13.3 ส่งทางไปรษณีย์ (ดูตราประทับต้นทางเป็นสำคัญ)
14. ระยะเวลาในการลงทะเบียน
วันที่ 10 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2554
15. การลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง
ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านตามทะเบียนบ้าน ที่ต้องเดินทางออกนอกเขต          ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ในวันเลือกตั้ง ก็สามารถไปแสดงตนเพื่อขอลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ล่วงหน้า ได้ ณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง โดยต้องยื่นคำขอลงทะเบียนต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น ตามวันเวลาที่กำหนด                     (วันที่ 13-17 มิถุนายน 2554) 
16. การลงคะแนนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ต่างประเทศต้องขอลงทะเบียนใช้สิทธินอกราชอาณาจักรก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 วัน (ระหว่างวันที่ 10 พ.ค.-2 มิ.ย. 54)
ไปลงคะแนนล่วงหน้า ระหว่างวันที่ 17-26 มิ.ย. 54 ณ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลหรือลงคะแนนทางไปรษณีย์นั้น (ตามที่สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลกำหนด)
17. ทำอย่างไรเพื่อความแน่ใจว่ามีรายชื่อลงคะแนนเลือกตั้งได้แน่
17.1 ตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งที่ปิดไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเทศบาล ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน และจากหนังสือแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ส่งถึงเจ้าบ้าน
17.2 กรณีชื่อตนเองหายไปหรือมีชื่อบุคคลอื่นเกินมาในบัญชีรายชื่อ      ให้แจ้งเพิ่มชื่อ-ถอนชื่อต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นก่อนวันเลือกตั้ง  ไม่น้อยกว่า 10 วัน (ภายในวันที่ 22 มิถุนายน 2554)
18. หลักฐานใช้ในการลงคะแนนเลือกตั้ง
18.1 บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุ    ก็ใช้ได้
18.2 บัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่มี  รูปถ่ายและมีหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้ถือบัตร เช่น บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใบขับขี่ หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
19. เตรียมตัวก่อนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.
19.1 ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติผลงาน นโยบาย คุณงามความดีของผู้สมัครและพรรคการเมือง
19.2 เตรียมตัวให้พร้อม โดยตรวจสอบว่ามีชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งของเขต     เลือกตั้งไหน ต้องไปใช้สิทธิ ณ ที่เลือกตั้งใด
หากลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตจังหวัดไว้ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง            ในวันที่ 26 มิถุนายน 2554 ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตจังหวัดของจังหวัดที่ตนลงทะเบียนไว้ เท่านั้น (ผู้ที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ได้)
19.3 เตรียมบัตรประจำตัวประชาชนเอาไว้ให้พร้อม
19.4 ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตที่หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีชื่ออยู่ ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. ในวันเลือกตั้ง
20. ขั้นตอนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส.
20.1 ตรวจสอบรายชื่อและลำดับที่จากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง            ที่ประกาศไว้หน้าหน่วยเลือกตั้ง หรือ จากหนังสือแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ส่งไปยัง   เจ้าบ้านหรือทาง www.khonthai.com
20.2 ยื่นบัตรประชาชน และลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
20.3 ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือขวาบนต้นขั้วบัตรเลือกตั้งพร้อมรับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
20.4 เข้าคูหาลงคะแนน ทำเครื่องหมายกากบาท (x) ลงในช่องทำเครื่องหมาย
- บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต เลือกผู้สมัครได้เพียงคนเดียว
- บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ เลือกพรรคการเมืองได้เพียง  พรรคเดียว
- หากไม่ต้องการเลือกใครหรือพรรคการเมืองใดให้ทำเครื่องหมายกากบาท (x) ในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน
20.5 พับบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 บัตรให้เรียบร้อยและใส่บัตรทีละบัตรลงใน   หีบบัตรเลือกตั้งแต่ละประเภทด้วยตนเอง
21. ก่อนตัดสินใจกากบาท x ลงคะแนน จะพิจารณาอย่างไร
ส.ส.แบบแบ่งเขต   เลือกคนที่รัก คนเดียวในดวงใจ  
ควรมีลักษณะ เช่น
21.1  เป็นคนดี มีความสามารถ มีประวัติส่วนตัว และผลงานที่ผ่านมาดีเป็นที่ยอมรับ กล้าต่อสู้เพื่อความถูกต้องชอบธรรม                                                                                                                                          
21.2 มีคุณธรรม และความเสียสละไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม    ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
21.3 มีความรู้ความสามารถ คือรู้ปัญหา รู้หน้าที่ และมีแนวคิด หรือข้อเสนอในการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน มีความเป็นไปได้
21.4 มีวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย คือ มีเหตุผล ไม่ถือความคิดของตนเป็นใหญ่ เคารพมติเสียงส่วนใหญ่ รับฟังความเห็นของเสียงส่วนน้อย
21.5 มีการหาเสียงหรือแนะนำตัวอย่างสร้างสรรค์โดยไม่ฝ่าฝืนหรือหลีกเลี่ยงกฎกติกาการเลือกตั้ง
22. ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ   เลือกพรรคที่ชอบ พรรคเดียวที่เราวางใจ”
พรรคการเมืองที่ดี ควรมีลักษณะ เช่น
22.1 มีนโยบายเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมของประชาชน และมีแนวทางปฏิบัติให้เป็นจริงได้
22.2 ระบบบริหารของพรรคยึดหลักการประชาธิปไตย
22.3 มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
22.4 ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
22.5 เป็นพรรคที่รวมคนทุกกลุ่มในสังคมเป็นสมาชิกไม่ใช่ยึดติดเพียง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
23. การนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.
เมื่อเสร็จสิ้นการลงคะแนนในเวลา 15.00 น. แล้ว จะนับคะแนน           ณ ที่เลือกตั้ง  โดยเปิดเผยจนเสร็จสิ้นในรวดเดียว แล้วกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน). จะประกาศผลการนับคะแนน ส.ส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งปิดประกาศไว้บริเวณที่เลือกตั้ง จากนั้นจะนำส่งหีบบัตรพร้อมอุปกรณ์และเอกสาร   สำคัญส่ง เพื่อรายงานผลให้ กกต.เขตทราบ
หลังจากนั้น กกต.เขต จะรวบรวมผลการนับคะแนนของทุกหน่วยเลือกตั้งภายในเขตเลือกตั้ง และประกาศผลรวมคะแนนของเขตเลือกตั้งและปิดประกาศไว้ในสถานที่ที่กำหนด พร้อมรายงานต่อ กกต.ประจำจังหวัด และรายงานต่อ กกต.           เพื่อพิจารณาประกาศผลการเลือกตั้งต่อไป
24. การแจ้งเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
24.1 มีกิจธุระจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
24.2 เจ็บป่วย พิการ สูงอายุ ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้
24.3 พิการ หรือสูงอายุและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
24.4 เดินทางออกนอกราชอาณาจักร
24.5 มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กม.
24.6 มีเหตุสุดวิสัยอื่นที่ กกต.กำหนด
25. วิธีการแจ้งเหตุ ระหว่างก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน จนถึงหลังวันเลือกตั้ง 7 วัน
25.1 กรอกแบบฟอร์มหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ (ส.ส. 28) โดยระบุหมายเลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้าน
25.2 แนบหลักฐานเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
25.3 ยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอและนายทะเบียนท้องถิ่นที่มีชื่ออยู่ใน   ทะเบียนบ้าน  ได้ 3 วิธีการ คือ
(1) ยื่นด้วยตนเอง
(2) มอบหมายบุคคลอื่นไปยื่นแทน
(3) ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
26. ไม่ไปเลือกตั้ง ไม่แจ้งเหตุ เสียสิทธิ 3 ประการ
26.1 เสียสิทธิการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.
26.2 เสียสิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส., ส.ว., สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็น ส.ว.
26.3 เสียสิทธิการสมัครรับเลือกเป็นกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน
สิทธิทั้ง 3 ประการ จะได้กลับคืนมาเมื่อไปใช้สิทธิการเลือกตั้งอย่างใดอย่างหนึ่ง ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับชาติหรือท้องถิ่น
27. การคัดค้านการเลือกตั้ง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง ซึ่งมีสมาชิกสมัครรับเลือกตั้ง         ในเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งยื่นคัดค้านต่อ กกต. โดย
27.1 ก่อนวันประกาศผลการเลือกตั้ง หรือภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง กรณีเห็นว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
27.2 ภายใน 180 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง กรณีเห็นว่าผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดใช้จ่ายเงินในการหาเสียงเกินจำนวนที่ กกต. กำหนด หรือผู้สมัครไม่ยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายภายใน 90 วัน หลังเลือกตั้ง
28. ใบเหลือง ใบแดง คืออะไร
เพื่อให้เข้าใจง่าย จึงขอเปรียบเทียบกับกีฬาฟุตบอล เมื่อกรรมการให้ “ใบเหลือง”นักฟุตบอล แปลว่านักฟุตบอลคนนั้นเล่นผิดกติกา แต่ยังไม่ถึงกับไล่ออกจากสนามยังให้เล่นต่อไปได้
ถ้าให้ “ใบแดง” แปลว่า นักฟุตบอลคนนั้นทำผิดกติกาอย่างร้ายแรง ต้องไล่ออกจากสนาม กฎหมายเลือกตั้งทุกประเภทก็กำหนดกติกาการเลือกตั้งไว้คล้ายๆ กับกติกากีฬาฟุตบอล ดังนี้
28.1 การให้ใบเหลือง แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใด หมายความว่า กกต.     เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งเกิดขึ้น เช่น การซื้อสิทธิ-    ขายเสียง การแจกเงิน สิ่งของ เป็นต้น โดยเป็นการทุจริตที่แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานที่เชื่อได้ว่าผู้สมัครได้เป็นคนกระทำด้วยตนเองหรือเป็นผู้รู้เห็นการกระทำนั้น แต่ก็เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตดังกล่าว กกต. จึงลงโทษด้วยการสั่งให้เลือกตั้งใหม่ โดยผู้สมัครที่ได้ใบเหลืองยังคงเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งต่อไปได้
28.2 การให้ใบแดง แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หมายความว่า กกต. เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งเกิดขึ้นเช่นเดียวกับกรณีการให้ใบเหลือง            แต่ต่างกันตรงที่ว่าผู้สมัครเป็นผู้กระทำหรือมีส่วนรู้เห็นการทุจริตนั้น จึงมีผลต้องถูก    เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 1  ปี และหากผู้นั้นได้รับคะแนนเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่       จะได้รับการเลือกตั้ง ก็จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แทน โดยผู้ถูกเพิกถอนสิทธินั้น      จะไม่มีสิทธิลงสมัคร ทั้งยังถูกดำเนินคดีอาญา และต้องชดใช้ค่าเสียหายในการเลือกตั้งใหม่ด้วย
29. ข้อห้ามกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
29.1 ห้ามซื้อเสียง หรือจัดเตรียมการซื้อเสียง
29.2 ห้ามรับเงินและประโยชน์อื่นใด เพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง
29.3 ห้ามหาเสียงและห้ามขายหรือจัดเลี้ยงสุรา ตั้งแต่ 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
29.4 ห้ามนายจ้างขัดขวางการไปใช้สิทธิของลูกจ้าง
29.5 ห้ามขัดขวางหรือหน่วงเหนียวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง
29.6 ห้ามจัดยานพาหนะ (ยกเว้นหน่วยงานรัฐ) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปเลือกตั้งโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร
29.7 ห้ามฉีกบัตรเลือกตั้ง หรือทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุดอย่างจงใจ
29.8 ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนเองได้ลงคะแนนแล้วด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใด
29.9 ห้ามเล่นการพนันขันต่อใดๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง
29.10 ห้ามเผยแพร่หรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง(โพลล์) ในระหว่าง 7 วัน ก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง (เวลา 15.00 น.)
30. ใครเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง
30.1 คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง กกต.มี     5 คน  กกต.จว. ในแต่ละจังหวัดอีก จังหวัดละ 5 คน เป็นผู้ช่วยเหลือ
30.2 แต่พนักงานสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งส่วนกลางและจังหวัดมีประมาณ 2,200 คน รวมทั้งมี กกต.เขต ทุกเขตเลือกตั้งๆละ 5 คน เป็นผู้รับผิดชอบจัดการเลือกตั้งตามกฎหมาย /อนุกรรมการระดับอำเภอ/กรรมการประจำหน่วย    (กปน.)ฯลฯ อีกประมาณ 1,200,000 คน ช่วยเหลือในการจัดการเลือกตั้ง
30.3 หน่วยเลือกตั้ง ถือเกณฑ์จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน่วยละ 800 คน          จำนวนประมาณ 94,000  หน่วย
ในแต่ละหน่วยเลือกตั้งจะมีผู้อำนวยการประจำหน่วย 1 คนและ กปน.          จำนวน 9 คน มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีก 2 คน รวมทั้งมีอาสาสมัครของ   องค์กรเอกชน (ออช.) และตัวแทนพรรคการเมืองไม่เกินพรรคละ 1 คน เป็นสักขีพยาน
นอกจากนี้ ยังต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานสนับสนุนการเลือกตั้ง ที่มีหน้าที่รับผิดชอบตามที่กฎหมายกำหนด และการขอความร่วมมือจากองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาชน
31. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งเหตุทุจริต
เมื่อพบเห็นการทุจริตเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินสิ่งของ หรือการเรียกรับเงิน หรือทรัพย์สิน ให้ช่วยกันแจ้งเบาะแสหรือรวบรวมหลักฐานการทุจริตแจ้ง   ต่อตำรวจในพื้นที่หรือแจ้งให้ กกต. ได้รับทราบในหลายช่องทาง เช่น สายด่วนเลือกตั้งโทร.1171
ศูนย์ปฏิบัติการข่าว ฯ ในความรับผิดชอบศูนย์อำนวยการสืบสวนสอบสวน      การเลือกตั้ง ส.ส. (ศอส.) โทร. 0-2141-8049-51
สำนักงานคณะกรรมการการการเลือกตั้ง อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ  โทร.0-2141-8888
หรือ ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกจังหวัด       
32. พันธะสัญญาของพรรคการเมืองว่าด้วยความร่วมมือในการเลือกตั้ง ส.ส.2554
(หัวหน้าพรรคการเมือง ได้ร่วมลงนาม เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 )
ข้อ 1. มิบังควรนำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงใน        การเลือกตั้ง
ข้อ 2. จะปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย ระเบียบ ประกาศอันเกี่ยวกับ    การเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด
ข้อ 3. จะไม่ใช้กลไกของรัฐ หรือทรัพยากรของรัฐ มาเป็นประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง
ข้อ 4. จะหาเสียงเลือกตั้งโดยสันติวิธี ไม่ข่มขู่ คุกคาม คู่แข่งขันด้วยวิธีการใดๆ และไม่ใช้วิธีการรุนแรงในการหาเสียงเลือกตั้ง
ข้อ 5. จะยอมรับผลการเลือกตั้งตามที่ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์ในการเลือกตั้งอย่างจริงใจ
ปฏิทินเลือกตั้ง สำหรับประชาชน

วันที่ 19-23 พ.ค. 54
รับสมัครแบบบัญชีรายชื่อ
วันที่ 24-28 พ.ค. 54
รับสมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
วันที่ 12 มิ.ย. 54
วันสุดท้ายประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
วันที่ 2 มิ.ย. 54
วันสุดท้ายลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขตจังหวัด
วันที่ 13-17 มิ.ย. 54
ลงทะเบียนใช้สิทธิล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง
วันที่ 17-26 มิ.ย. 54
ลงคะแนนนอกราชอาณาจักร
วันที่ 22 มิ.ย. 54
วันสุดท้ายเพิ่มชื่อ-ถอนชื่อ
วันที่ 26 มิ.ย. 54
วันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า
- นอกเขตจังหวัด และในเขตเลือกตั้ง
วันที่ 25 มิ.ย. 54
วันสุดท้ายแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน
วันที่ 10 ก.ค. 54
วันสุดท้ายแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งหลังวันเลือกตั้ง 7 วัน
3 ก.ค. 54
วันเลือกตั้ง ส.ส.

33. การโฆษณาหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมือง
โดยที่กฎหมายเลือกตั้งมาตรา 59 ได้บัญญัติให้ กกต.กำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินการของรัฐในการสนับสนุนการเลือกตั้งรวม 5 เรื่อง ดังต่อไปนี้ คือ
33.1 การจัดสถานที่ปิดประกาศและที่ติดแผ่นป้าย
33.2 การพิมพ์และจัดส่งเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งและผู้สมัครหรือพรรคการเมืองไปให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
33.3 สถานที่สำหรับให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองใช้ในการโฆษณาหาเสียงได้อย่างเท่าเทียมกัน
33.4 การกำหนดหลักเกณฑ์และระยะเวลาให้พรรคการเมืองโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์
33.5 การสนับสนุนของรัฐในกิจการอื่นที่ กกต.กำหนด
นอกจากนั้น ในมาตรา 60 ยังบัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดดำเนินการ (เพราะรัฐได้สนับสนุนแล้ว) รวม 3 เรื่อง คือ การปิดประกาศหรือติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งในสาธารณสถานซึ่งเป็นของรัฐ หรือในที่ของเอกชน การโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ หรือกระทำกิจการอื่นที่ กกต.กำหนดให้รัฐสนับสนุน ส่วนอีก 2 เรื่อง คือ การพิมพ์และส่งเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งและผู้สมัครหรือพรรคการเมืองไปให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมทั้งการจัดสถานที่หรือเวทีปราศรัยหาเสียงนั้น กฎหมายไม่ได้ห้ามผู้สมัครหรือพรรคการเมือง หรือผู้ใดจะดำเนินการ ดังนั้น ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองหรือผู้ใดจึงสามารถดำเนินการได้
 
จากข้อกฎหมายมาตรา 59 และมาตรา 60 ดังกล่าว กกต.จึงได้วางระเบียบว่าด้านการหาเสียง ข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามมิให้ปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2550 และประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การดำเนินการของรัฐในการสนับสนุนการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2550 สรุปได้ ดังนี้
                   1.การปิดประกาศและติดแผ่นป้าย
                   เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในการหาเสียงของผู้สมัครและพรรคการเมือง จึงได้กำหนดขนาดและจำนวนของแผ่นประกาศ และแผ่นป้ายไว้ ดังนี้
1.1 กำหนดขนาดแผ่นประกาศ (โปสเตอร์) มีขนาดไม่เกิน 30x42 ซม. (ประมาณ A3) จำนวนที่ผลิตได้ต้องไม่เกิน 10 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นๆ
1.2 กำหนดขนาดแผ่นป้าย (คัตเอาต์หรือบิลบอร์ด) มีขนาดไม่เกิน 130 x245 ซม. (ประมาณแผ่นไม้อัด) จำนวนที่ผลิตได้ต้องไม่เกิน 5 เท่า ของจำนวนหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นๆ
1.3 กำหนดสถานที่ปิดประกาศและติดแผ่นป้าย โดยห้ามปิดในสถานที่ของเอกชน ให้ปิดได้ในสาธารณสถานของรัฐเฉพาะแห่งตามที่หัวหน้าหน่วยของรัฐได้ประกาศกำหนดอนุญาตไว้เท่านั้น โดยแผ่นประกาศ (โปสเตอร์) สามารถปิดได้เพียงสถานที่ละ 1 แผ่น ส่วนแผ่นป้ายจะติดได้จำนวนเท่าใด ณ สถานที่ใดให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าหน่วยงานนั้น
1.4 ในการจัดทำประกาศหรือแผ่นป้ายให้ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ของ ผู้ว่าจ้าง ผู้ผลิต จำนวน และวันเดือนปีที่ผลิตไว้บริเวณด้านล่างซ้ายของประกาศหรือแผ่นป้าย
 
          2. การโฆษณาทางวิทยุและโทรทัศน์
ผู้สมัคร พรรคการเมืองหรือผู้ใดไม่สามารถโฆษณาหาเสียงทางสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ได้ กกต.จึงออกหลักเกณฑ์กำหนดให้สถานีวิทยุกระจายเสียงหรือ      สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐและสถานีท้องถิ่นจัดสรรให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองอย่าง   เท่าเทียมกัน โดยสถานีอาจเชิญพรรคการเมืองไปออกรายการเพื่อแสดงวิสัยทัศน์หรืออภิปรายเชิงนโยบายหรือตอบข้อซักถามได้ แต่ต้องจัดให้พรรคการเมืองมีโอกาส        โดยเท่าเทียมกัน และในการจัดรายการดังกล่าวทางสถานีต้องพิจารณาดำเนินการตามหลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของสื่อมวลชน
ทั้งนี้ ห้ามผู้ใดโฆษณาหาเสียงไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดในรายการของสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุ เว้นแต่การรายงานข่าว หรือการวิเคราะห์ข่าวของสถานีหรือผู้ใดตามหลักวิชาชีพที่ดำเนินการด้วยความเป็นกลาง
นอกจากนี้ ยังห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซื้อหรือเช่าเวลาหรือรายการของสถานี หรือทำให้ได้มาซึ่งเวลาออกอากาศทางสถานีเพื่อโฆษณาหาเสียง
รวมทั้ง ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองควรหลีกเลี่ยงการใช้วิชาชีพหรือประกอบอาชีพเกี่ยวกับรายการวิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง สื่อสารมวลชน สื่อโฆษณา เช่น นักแสดง นักร้อง นักดนตรี พิธีกร สื่อมวลชน เป็นต้น เพื่อเอื้อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งแก่ตนเอง ผู้สมัครอื่นหรือพรรคการเมืองใด ในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้ง                             
          3.การจัดเวทีกลางในการปราศรัยหาเสียง
ให้ กกต.จังหวัดจัดให้มีสถานที่หรือเวทีกลางให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองโฆษณาหาเสียงอย่างน้อยเขตเลือกตั้งละ 1 แห่ง
ผู้สมัครและพรรคการเมืองขออนุญาตส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้สถานที่ของรัฐในการโฆษณาหาเสียงได้ โดยรับผิดชอบค่าใช้   จ่ายเอง
ทั้งนี้ ผู้สมัครและพรรคการเมืองสามารถจัดเวทีหาเสียงของตนขึ้นเองได้
34. การโฆษณาหาเสียงผ่านสื่อที่กฎหมายไม่ห้าม
                  34.1 การแจกเอกสารในสถานที่งานพิธีต่างๆ โดยห้ามวางหรือโปรยในที่สาธารณะ
                   34.2 การหาเสียงผ่านทางเว็บไซต์ จดหมาย สิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์  ถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การลงโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ ฯลฯ โดยผู้สมัครต้องคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งด้วย
35. ข้อควรระวังในการนำเสนอข่าว
                   35.1 การเสนอข่าวที่มีลักษณะโจมตีใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิด ย่อมเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 53(5) แห่ง พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.
                   35.2 การนำเทปบันทึกภาพ/เสียง หรือการช่วยผู้สมัครหาเสียงออกตามสื่อต่างๆ ทุกชนิดมาเผยแพร่ในช่วงเวลาตั้งแต่ 18.00 น. ของวันก่อน     ก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวัน จนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง ย่อมเข้าข่ายเป็นความผิดตาม มาตรา 58 แห่ง พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.
 
                   35.3 การเปิดสปอตเพื่อประชาสัมพันธ์ผู้สมัครบนเวทีการแสดงการละเล่นมหรสพต่างๆ อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 53(3) แห่ง พ.ร.ป. การเลือกตั้ง ส.ส.
                   35.4 การเปิดเผยหรือเผยแพร่ หรือการรายงานข่าวผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการลงคะแนนเลือกตั้งในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการลงคะแนน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 150 แห่ง พ.ร.ป. การเลือกตั้ง ส.ส.)

                   ทั้งนี้ กฎหมายไม่ได้ห้ามการสำรวจความคิดเห็น แต่เมื่อได้สำรวจแล้วต้องไม่นำมาเปิดเผย หรือเผยแพร่ในช่วงเวลาที่กำหนดห้ามไว้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

http://guideubon.com/news/view.php?t=75&s_id=93&d_id=93

link อื่นๆ
pic
 
top_left   top_right
  สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  
bottom-left   bottom_right
Link :
Detail :
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
 
top_left   top_right
  ศาลรัฐธรรมนูญ  
bottom-left   bottom_right
Link :
Detail :
ศาลรัฐธรรมนูญ
 
top_left   top_right
  สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  
bottom-left   bottom_right
Link :
Detail :
สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
 
top_left   top_right
  สำนักงานอัยการสูงสุด  
bottom-left   bottom_right
Link :
Detail :
สำนักงานอัยการสูงสุด
 
top_left   top_right
  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  
bottom-left   bottom_right
Link :
Detail :
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
 
top_left   top_right
  สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน  
bottom-left   bottom_right
Link :
Detail :
สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
 
top_left   top_right
  สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน  
bottom-left   bottom_right
Link :
Detail :
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน



ผู้เขียน : ถวิล อรัญเวศ
หน่วยงาน : สพป.นครราชสีมา เขต 4
อาทิตย์ ที่ 5 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2554
เข้าชม : 1367
Not Rated stars เฉลี่ย : Not Rated จาก 0 ครั้ง.


ความรู้เรื่องการเลือกต้้ง ส.ส. ปี 2554 5 อันดับล่าสุด

      การเลือกตั้้ง ส.ส. 2554 5 / มิ.ย. / 2554


เชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยสมัครเป็นสมาชิกของศูนย์จัดการความรู้
สิทธิของสมาชิก สามารถบันทึกขุมความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และดาวน์โหลดได้
คลิกที่นี่สมัครสมาชิก