[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by KMOBECMAXSITE 1.2.1
    


ภาวะผู้ของผู้บริหารการศึกษา
เรื่อง : ภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษา
สรุปย่อสาระสำคัญ



 ภาวะผู้นำของนักบริหารการศึกษามืออาชีพ

งานเขียนของ  Dr. Supatta Pinthapataya Edited by Munthara Thammabutr

 แนวคิด

ในการบริหารจัดการองค์การโดยเฉพาะหน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษานั้น   ปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานภายในองค์การคือการมีผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถและทักษะในการบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีภาวะผู้นำของผู้บริหารที่จะสามารถนำพาองค์การให้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ปฏิบัติงานเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกันได้ภาวะผู้นำเปรียบเสมือนอาวุธประจำกายของผู้บริหารและผู้นำที่เป็นนักบริหารมืออาชีพที่จะสามารถสร้างอำนาจชักนำและมีอิทธิพลได้เหนือผู้อื่นตัวชี้วัดการนำของผู้บริหารจัดการที่ได้ชื่อว่ามืออาชีพคือผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพของงานภาวะผู้นำจึงเป็นตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพของงาน   

วัตถุประสงค์  
            เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ
·    อธิบายและวิเคราะห์ความแตกต่างของคำว่า ผู้นำ   ภาวะผู้นำ   ผู้บริหาร และการบริหารได้อย่างถูกต้อง       
· บอกคุณลักษณะของนักบริหารการศึกษามืออาชีพได้ และสามารถนำไปพัฒนาคุณลักษณะของตนเองเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการทำงานได้
·  วิเคราะห์ความแตกต่างของภาวะผู้นำรูปแบบต่างๆได้
·  เปรียบเทียบรูปแบบภาวะผู้นำกับผลที่เกิดจากการบริหารได้อย่างถูกต้อง
·   เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในยุคโลกาภิวัฒน์ 
ตอนการเรียนรู้  
 ตอนการเรียนรู้ที่1   ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาวะผู้นำ
 ตอนการเรียนรู้ที่ 2   นักบริหารการศึกษามืออาชีพ
           ตอนการเรียนรู้ที่3   รูปแบบภาวะผู้นำ
           ตอนการเรียนรู้ที่4   การบริหารในระบบราชการไทย
แนวการจัดการเรียนรู้
  1. ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนศึกษาตอนการเรียนรู้ทุกตอนพร้อมทำใบงานมาล่วงหน้า และใช้เวลาในการบรรยายสรุป 5 ครั้ง และตรวจใบงานประมาณ 3 ชั่วโมง
  2. จัดประชุมปฏิบัติการเพื่อศึกษาแนวทางในการประเมินภาวะผู้นำและคุณลักษณะของนักบริหารมืออาชีพ 
  3. มอบงาน(อาจเป็นงานประจำชุดวิชา)ให้ทำเป็นกลุ่มโดยให้ไปประเมินจริงในระดับเขตพื้นที่หรือสถานศึกษาเพื่อดูว่างานและองค์กรดำเนินไปตามยุทธ์ศาสตร์หรือไม่เพราะอะไร และควรทำอย่างไร

 
ตอนการเรียนรู้ที่1
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาวะผู้นำ
ภาวะผู้นำหมายถึงอะไร?  (What does leadership really mean?)   เป็นคำถามที่มีการ    กล่าวถึงกันมากนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากในการรวมกลุ่มกันในสังคมย่อมต้องมีผู้นำและผู้นำย่อมต้องมีคุณสมบัติของการเป็นผู้นำด้วยพระธรรมปิฎก(ประยุทธปยุตโต,  2540)   กล่าวว่า   ภาวะผู้นำนั้นพูดด้วยภาษาชาวบ้านแปลง่ายว่าความเป็นผู้นำนั่นเองสต็อกดิลล์(Stogdill, 1974)  กล่าวว่าความหมายของความเป็นผู้นำนี้มีมากมายเทียบเท่ากับจำนวนผู้คนที่พยายามจะสรรหาความหมายของคำนี้และหลายคนก็มีความคิดเห็นว่าไม่มีความหมายใดเลยที่จะเป็นความหมายที่สมบูรณ์ในการที่จะอธิบายคำว่าภาวะผู้นำนี้ได้จึงกล่าวได้ว่าความหมายชองถาวะผู้นำน่าจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ดังที่เนเธร์คอต(Nethercote, 1998) วิจารณ์ว่าภาวะผู้นำเพียงรูปแบบเดียวไม่สามารถนำมาใช้ได้ในทุกสถานการณ์เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนก็จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบของภาวะผู้นำตามไปด้วยเพื่อประสิทธิภาพตามความเหมาะสมดังนั้นความหมายของคำว่าภาวะผู้นำจึงมีมากมายแตกต่างกันไปตามการวิจัยของนักวิชาการที่มุ่งประเด็นไปที่องค์ประกอบที่มีความซับซ้อนที่เป็นเงื่อนไขของมนุษย์
 
1. 1  ความหมายของผู้นำและภาวะผู้นำ 
            คำว่า ผู้นำ(Leader)  และภาวะผู้นำ (Leadership) เป็นคำที่มีความสัมพันธ์กันเมื่อมีผู้นำก็ต้องมีภาวะผู้นำของคนนั้นซึ่งเป็นคุณสมบัติของความเป็นผู้นำที่อยู่ในตนเองที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกสัมผัสการนำเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ผินำจึงต้องเป็นผู้ที่มีทั้งศาสตร์และศิลป์อยู่ในตนเองที่สร้างความโดดเด่นในกลุ่มทำให้เป็นที่ยอมรับของกลุ่มที่จะให้ความไว้วางใจและเชื่อใจว่าสามารถนำพาไปสู่ความสำเร็จทำให้ได้รับความร่วมมือและที่นอกเหนือไปจากนั้นคือการได้รับความเคารพนับถือ 
            ผู้นำหมายถึงบุคคลในกลุ่มที่ได้รับมอบหมายให้กำกับและประสานงานให้กิจกรรมของกลุ่มมีความสัมพันธ์กันซึ่งผู้นำอาจเป็นผู้ที่อาจได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งหรือเป็นผู้ที่แสดงตัวเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในกลุ่มเพื่อที่จะกำกับและประสานงานที่จะนำไปสู่เป้าหมายด้วยพลังของกลุ่ม(Fiedler and Garcia, 1987) 
ผู้นำ หมายถึงผู้ที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งใน5 ประการต่อไปนี้(Carter, quoted in Shaw, 1976)
·        เป็นศูนย์รวมของพฤติกรรมกลุ่ม
·        เป็นผู้ที่สามารถนำกลุ่มไปสู่จุดมุ่งหมายที่ต้องการได้
·        เป็นผู้ที่ได้รับการเลือกจากสมาชิกของกลุ่มโดยใช้สังคมมิติ
·        เป็นผู้ที่มีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่นในกลุ่มและสามารถทำให้กลุ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง
·        เป็นผู้ที่มีคุณลักษณะหรือมีพฤติกรรมของความเป็นผู้นำ
            ผู้นำ หมายถึง   บุคคลที่มีผลกระทบมากที่สุดต่อพฤติกรรมและความเชื่อของกลุ่มและยังมีลักษณะดังต่อไปนี้(Sears, Freedman and Peplau , 1985)
·        เป็นผู้ที่ริเริ่มกระทำสิ่งใหม่ๆ
·        เป็นผู้ออกคำสั่ง
·        เป็นผู้ตัดสินใจ
·        เป็นผู้ขจัดปัญหาการโต้แย้งภายในกลุ่ม
·        เป็นผู้ให้การสนับสนุน
·        เป็นหัวหน้าในการทำกิจกรรมกลุ่ม
            ผู้นำ หมายถึงบุคคลต่อไปนี้(English and English, 1960)
·        บุคคลที่ชี้แนวทางควบคุมเจตคติหรือพฤติกรรมของผู้ตามในสถานการณ์หนึ่งๆและเป็นผู้ที่มีอิทธิพลหรืออำนาจเหนือคนอื่น
·        บุคคลซึ่งมีผู้เห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำ
·        บุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ
·        บุคคลที่ได้คะแนนสังคมมิติสูงสุด 
            ส่วนชลอธรรมศิริ (2535) ได้กล่าวถึงผู้นำในความหมายของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยงานภายในองค์การแต่ท่านย้ำว่าต้องเป็นบุคคลที่มีบุคคลภายในหน่วยงานของตนยอมรับนับถือและเชื่อฟังปฏิบัติงานตามที่ผู้นำต้องการในแต่ละหน่วยงานจะต้องมีผู้นำแต่ละระดับอยู่เสมอเพราะถ้าไม่มีแล้วหน่วยงานนั้นจะขาดระเบียบวินัยไม่มีบุคคลที่รับผิดชอบต่อเป้าหมายที่จะทำงานอย่างจริงจังและขาดกระบวนการในการวินิจฉัยสั่งการแก้ปัญหา
            สำหรับความหมายของคำว่าภาวะผู้นำนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นพฤติกรรมการนำของผู้นำที่ทำให้เกิดการปฏิบัติการที่สร้างความเคลื่อนไหวให้เกิดขึ้นในองค์กรตามทิศทางที่กำหนดไว้ ภาวะผู้นำจึงเป็นศิลปะในการทำให้เกิดอิทธิพลในการจูงใจผู้อื่นให้ร่วมปฏิบัติงานเพื่อให้สำเร็จตามความมุ่งหมาย(Tead,  1935)
 
            ภาวะผู้นำ หมายถึง การปฏิบัติงานของผู้นำเพื่อทำให้กลุ่มประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายความสำเร็จของกลุ่มเป็นเครื่องบ่งชี้ประสิทธิภาพของการเป็นผู้นำ(Fiedler, 1971)
ภาวะผู้นำ หมายถึง อำนาจการนำที่เหนือกว่าผู้อื่นและอยู่เหนือกว่าการคล้อยตามที่เป็นไปตามกลไกด้วยทิศทางที่ถูกกำหนดไว้ประจำองค์การ(Katz and Kahn, 1978)
ภาวะผู้นำ หมายถึง   กระบวนการของการมีอิทธิพลระหว่างผู้นำและกลุ่มผู้ที่เป็นผู้ตามรนำกลุ่มไปสู่เป้าหมาย(Hollander, 1978)
ภาวะผู้นำเป็นความสามารถผู้นำที่จะสามารถสื่อสารวิสัยทัศน์ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งให้ความหมายที่แสดงออกถึงคุณค่าและสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมภายในองค์การเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้(Richards & Engle, 1986)
ภาวะผู้นำเป็นรูปแบบหนึ่งของพฤติกรรมของบุคคลซึ่งมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น(Cherrington,  1989)
ภาวะผู้นำเหมือนกับความงาม คือ ยากแก่การบรรยายหรือให้คำอธิบาย    แต่เราจะรับรู้ได้เมื่อเราได้พบเห็นและได้สัมผัส(Bennis, 1989)
ภาวะผู้นำหมายถึงกระบวนการที่ผู้นำกำหนดเป้าหมายที่มีความหมายต่อการชี้ทิศทางอย่างชัดเจนที่ทำให้เกิดความพยามยามของกลุ่มโดยรวมและพร้อมที่จะพยายามผลักดันให้เกิดผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมาย (Jacobs & Jaques, 1990)
ภาวะผู้นำหมายถึงความสามารถของผู้นำที่จะก้าวออกมานอกกรอบวัฒนธรรมเพื่อที่จะเริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการขององค์การให้เกิดการปรับตัวได้มากขึ้น(Schein, 1992)
ภาวะผู้นำหมายถึงกระบวนการที่ผู้นำทำให้ผู้คนในองค์การตระหนักถึงสิ่งที่จะต้องกระทำร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้กับองค์การ(Drath & Palus, 1994)
สำหรับความหมายของผู้นำที่ดูบริน(DuBrin 1995)ได้รวบรวมผลงานทั้งที่เป็นบทความ   ข้อเขียนในนิตยสารหนังสือ   ตำรา และงานวิจัยกว่า30,000 ชิ้นที่ผ่านมา พบว่ามีความหมายที่หลากหลายซึ่งสรุปเป็นคำสำคัญ(Key words)  ได้3 คำ คือ
·    อิทธิพลของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  (Interpersonal)   ที่เป็นผลมาจากการสื่อสารโดยตรงสู่เป้าหมายและการบรรลุผลที่จะได้มา
·    อำนาจชักจูง (Influence) ที่สูงขึ้นและอยู่เหนือความคล้อยตามไปตามกลไก โดยมีทิศทางและระเบียบการกระทำที่ทำให้ผู้อื่นต้องทำหรือตอบสนองในทิศทาง        ร่วมกัน ศิลปะของอำนาจในการชักจูงบุคคลโดยการชักชวนให้เชื่อหรือเป็น        ตัวอย่างให้ดำเนินตามแนวทางของการกระทำ
·    เป้าหมาย (Goal) เป็นแรงขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ที่เป็นแรงจูงใจและการประสานงาน        ขององค์การให้ทำงานมุ่งไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้
 
            เคลเลอร์แมน(Kellerman, 1999 cited by Lambert, 2003) กล่าวว่าภาวะผู้นำเป็นความพยายามของผู้นำที่จะต้องอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจสั่งการหรือไม่ก็ได้เพื่อที่จะกระตุ้นให้ผู้ตามที่จะเข้ามาร่วมมือกันเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายเป้าหมายนี้จะต้องมีนัยสำคัญไม่ใช่แค่การทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเท่านั้น
            แลมเบอร์ต (Lambert, 2003) กล่าวว่าความหมายของภาวะผู้นำมีนัยอยู่3 ประการคือ
                                    1) ผู้นำต้องทำอะไร
                                    2) เพื่อให้เกิดกิจกรรมใดหรือทำกิจกรรมกับใคร
                                    3) เพื่อนำกิจกรรมนั้นไปไปสู่เป้าหมายอะไร
             จากตัวอย่างคำจำกัดความของคำว่าผู้นำและภาวะผู้นำที่ยกมาส่วนหนึ่งข้างต้น   อาจสรุปได้ว่า   ผู้นำ หมายถึงบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง    ส่วนภาวะผู้นำ เป็นเรื่องของความสามารถ ทักษะและกระบวนการที่ผู้นำใช้ในการนำกลุ่มให้ไปสู่จุดมุ่งหมาย
1.2          ความแตกต่างระหว่างภาวะผู้นำกับการบริหาร
ภาวะผู้นำกับการบริหารมีความแตกต่างกันในด้านกระบวนการอยู่ภายใต้บริบทเดียวกันคือการทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายดังคำกล่าวของโควีที่กล่าวว่าการบริหารคือประสิทธิภาพที่จะไต่บันไดของความสำเร็จภาวะผู้นำจะพิจารณาว่าบันไดนั้นได้วางพาดอยู่กับกำแพงที่ถูกต้อง
 
"Management is efficiency in climbing the ladder of success; leadership determines whether the ladder is leaning against the right wall." Stephen R. Covey in Leadership Definitions. A Regional Centre of Excellence. http://www.leadership-studies.com/lsw/definitions.htm (9 April 2006.)
 
ในการอธิบายความแตกต่างนั้นคำว่าการบริหารภายในองค์การมีคำที่ใช้เรียกทางภาษาอังกฤษ2 คำคือคำว่า การจัดการ (Management)  และคำว่า การบริหาร (Administration)    การบริหารในเชิงธุรกิจมักใช้คำว่าการจัดการซึ่งมีความหมายถึง กระบวนการทำงานโดยอาศัยคน กลุ่ม และทรัพยากรต่างๆภายในองค์การเป็นเครื่องมือเพื่อให้เป้าหมายขององค์การดำเนินไปสู่ความสำเร็จ (Hersey and Blanchard, 1988) มากกว่าคำว่าการบริหาร ในปัจจุบันมีการใช้ในความหมายเดียวกันรวมเรียกว่าการบริหารจัดการแต่ถ้าพิจารณาจากความหมายของคำทั้งสองแล้วจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยกล่าวคือ
Administration   เป็นการบริหารการปกครองในระบบงานอำนวยการสนับสนุนส่งเสริมและบำรุงมักเป็นงานในองค์การในระบบราชการซึ่งมีการบริหารที่เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย มีการดำเนินการที่แน่นอนและชัดเจนต้องมีอนุมัติเป็นลำดับขั้น
ส่วนManagement  นั้นเป็นการบริหารงานในลักษณะของการจัดการให้เกิดความรวดเร็ว   คล่องตัวและทันต่อเหตุการณ์มีการบริหารทรัพยากรทั้งที่เป็นคนและวัตถุให้สามารถเลื่อนไหลเพื่อการใช้งานที่ได้ประโยชน์สูงสุดปรับตัวได้ตามสถานการณ์และเน้นผลลัพธ์ที่เป็นกำไรทั้งในด้านคนและทรัพยากรเป็นสำคัญ    
            ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมืองการบริหารงานจึงต้องมุ่งสู่ผลลัพธ์นิยมเพื่อให้ก้าวทันโลกในยุคโลกาภิวัตร์ จึงต้องพึ่งพาการบริหารจัดการที่ทำให้เกิดความคล่องตัวและได้ประสิทธิภาพของผลงานสูงสุดเป็นหลักดังนั้นการนำเสนอต่อไปนี้จึงใช้คำว่าการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความผสมผสานในหลักของการบริหารจัดการแบบใหม่  
แต่สำหรับการให้ความหมายของคำว่า  การบริหาร กับภาวะผู้นำ ยังมีผู้ที่มีความเข้าใจว่าสามารถใช้ในความหมายที่เหมือนกันได้ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วเป็นคำที่มีความหมายแตกต่างกันในด้านพฤติกรรมดังเช่นที่คอตเตอร์(Kotter, 1990) กล่าวว่า ภาวะผู้นำมีความแตกต่างจากการบริหารในหลายด้านโดยเฉพาะด้านพฤติกรรมในการนำภาวะผู้นำเป็นตัวหลักที่นำการขับเคลื่อนและทำให้เกิดการเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่นำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ส่วนการบริหารเป็นเรื่องการจัดการระบบงานและกระบวนการทำงานในองค์การให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และให้มีความเป็นระเบียบในทางปฏิบัติอย่างคงเส้นคงวา ภาวะผู้นำในองค์การที่มีความซับซ้อนจะทำหน้าที่ดังนี้
     1. กำหนดทิศทางด้วยการมองอนาคตคาดการณ์อนาคตพร้อมกับสร้างกลยุทธ์ที่นำไปสู่การปฏิบัติได้เพื่อให้องค์การเกิดการเปลี่ยนแปลงและเป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่กำหนด
     2. วางแนวทางให้แก่บุคลากรโดยสื่อสารให้ผู้ร่วมงานทุกคนที่จำเป็นจะต้องเข้ามาร่วมมือกันเข้าใจวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อนำองค์การไปสู่ความสำเร็จ
      3. จูงใจและจุดประกายให้ผู้ร่วมงานมีการเคลื่อนไหวในทิศทางที่กำหนด   ภายใต้สภาพการณ์ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการเปลี่ยนแปลงโดยใช้หลักการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของมนุษย์   ค่านิยม และอารมณ์
คอตเตอร์(Kotter, 1990, p.6) แสดงความแตกต่างระหว่างภาวะผู้นำกับการบริหารจัดการไว้ในตารางเปรียบเทียบดังนี้
 
ตารางที่ 1.1 เปรียบเทียบความแตกต่างในบริบทของการบริหารจัดการและภาวะผู้นำ

บริบท
การบริหารจัดการ
ภาวะผู้นำ
การสร้างระเบียบปฏิบัติ
วางแผนงานแผนงบประมาณและสร้างรายละเอียดเป็นขั้นตอนกำหนดตารางเวลาและผลลัพธ์จัดหาทรัพยากรที่จำเป็นในการทำงาน
สร้างทิศทางการทำงานกำหนดวิสัยทัศน์ในอนาคตและสร้างกลยุทธเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์
พัฒนาเครือข่ายบุคคลเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จตามระเบียบปฏิบัติ
จัดกลุ่มงานและวางตัวบุคคลสร้างระบบโครงสร้างเพื่อทำให้แผนงานตามที่กำหนดไว้วางตัวบุคคลแต่ละคนกระจายงานความรับผิดชอบและอำนาจปกครองเพื่อให้งานที่วางไว้สำเร็จสร้างรูปแบบและระบบการประเมินการปฏิบัติงาน
รวบรวมบุคคลสื่อสารให้เกิดความเข้าใจตรงกันในงานที่ต้องทำสร้างความร่วมมือใช้การโน้มนำให้ให้เกิดการทำงานเป็นทีมเกาะเกี่ยวกันสร้างความเข้าในวิสัยทัศน์ร่วมกันและวางยุทธศาสตร์เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือ
การจัดการ
ควบคุมและแก้ปัญหากำหนดผลลัพธ์และวางแผนงานกำหนดรายละเอียดของงานดูแลความคลาดเคลื่อนและเตรียมการแก้ไขจัดการแก้ไขปัญหา
ใช้การจูงใจและการจุดประกายให้บุคคลเกิดพลังที่จะฝ่าฟันอุปสรรคที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงเอาใจใส่ใจความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
ผลลัพธ์
จัดให้มีการกำหนดระดับของความคาดหวังการสั่งการและกำกับความคงที่ของผลผลิตตามความคาดหวังของตลาดและลูกค้าให้ต้องเป็นไปตามเวลาและตามงบประมาณ
ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับสูงมีการปรับเปลี่ยนไปในทางที่เกิดประโยชน์เช่นสร้างผลผลิตใหม่ที่ลูกค้าพอใจมีความสัมพันธ์กันในระดับผู้ทำงานที่จะทำให้บริษัทสามารถเข้าสู่การแข่งขัน

ที่มา: Kotter, 1990, p.6
ดูบริน(DuBrin, 1995) กล่าวว่า   การศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ภาวะผู้นำกับ การบริหาร    ถ้าพิจารณาจากบรรทัดฐานของความคิดที่ว่า การบริหาร คือ การวางแผน การจัดระบบ   การชี้นำ และการควบคุมดูแล การทำให้งานบรรลุเป้าหมายทั้ง4 ประการนี้จะเป็นหน้าที่หลักของผู้บริหาร แต่ผู้บริหารที่ไม่ใช้ภาวะผู้นำก็จะเพียงแต่ทำหน้าที่เฉพาะงานบริหารจัดการด้านธุรการเท่านั้นภาวะผู้นำที่แท้จริงจะเกี่ยวข้องกับงานของผู้บริหารในด้านการสื่อสารกับบุคคลมากกว่า   ในความเป็นจริงแล้วผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาวะผู้นำด้วย   และต้องเป็นผู้นำที่มีบทบาทในด้าน การนำการเปลี่ยนแปลง การจุดประกาย การจูงใจและอำนาจชักจูง    ซึ่งสอดคล้องกับความคิดของคอตเตอร์(Kotter, 1990)  ที่ว่าผู้บริหารต้องรู้วิธีการนำด้วยคือต้องมีทั้งภาวะผู้นำเช่นเดียวกับต้องรู้งานด้านการบริหาร
ดาฟท์(Daft, 1999)  ได้แสดงความคิดเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างภาวะผู้นำกับการบริหารไว้ว่าภาวะผู้นำเป็นกิจกรรมที่ได้จากการทำงานของบุคคล ในขณะที่การบริหารเป็นกิจกรรมการวางแผนและเป็นงานด้านเอกสาร    ดังนั้นภาวะผู้นำจึงเกิดขึ้นในหมู่คนที่ทำงานร่วมกันและทำให้เกิดภาวะผู้ตาม หลักเกณฑ์ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างภาวะผู้นำกับการบริหารจัดการ ได้แก่ ความเต็มใจของกลุ่มคนทำงานที่จะกระทำตามที่ผู้นำต้องการ ไม่ใช่เพราะการถูกบังคับให้กระทำ
เฮอร์ซี่และบลังชาร์ด (Hersey and Blanchard, 1988)   กล่าวว่า การบริหารจัดว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของภาวะผู้นำซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือ เป็นการนำที่สามารถทำให้เป้าหมายขององค์การบรรลุผลสำเร็จได้    สิ่งที่ชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดจนได้แก่คำว่า องค์การ   (Organization)  การบริหารจะเกิดขึ้นภายในองค์การเท่านั้น    ส่วนภาวะผู้นำไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นภายในองค์การแต่สามารถเกิดขึ้นเวลาใดก็ได้หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่าภาวะผู้นำเกิดขึ้นขณะที่บุคคลๆหนึ่งพยายามจะมีอิทธิพลเหนือผู้อื่นหรือเหนือกลุ่มโดยพิจารณาจากเหตุผลเป็นสำคัญ และการนำกลุ่มไปสู่เป้าหมายนั้นอาจเกิดจากเหตุผลของตนเองหรือเหตุผลของผู้อื่น   ที่สำคัญก็คือเป้าหมายของกลุ่มไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การ
ความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือภาวะผู้นำเน้นที่ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ (Human   interaction)  ซึ่งได้แก่ การมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น ส่วนการบริหารเน้นที่กระบวนการและผลที่เกิดขึ้น   (Process and results)  ซึ่งได้แก่ กระบวนการทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
สรุปว่า   ภาวะผู้นำไม่มีแบบแผนตายตัวกำหนดว่าต้องทำเป็นประจำ ภาวะผู้นำเป็นพียงเครื่องมือ หรือสื่อที่จะมาช่วยกันประสานให้คนทั้งหลายอยู่รวมกัน ช่วยกันทำให้บรรลุผลตามเป้าหมาย   มีการเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง    มีการนำและโน้มน้าวให้มีแรงจูงใจ   ให้ร่วมมือร่วมใจและมุมานะทำงาน   ทั้งยังจุดประกายให้เกิดความฮึกเหิมที่จะมุ่งมั่นฟันฝ่าอุปสรรค   เพื่อให้งานนั้นให้สำเร็จให้จงได้และมีความภาคภูมิใจในผลของงาน  
ภาวะผู้นำที่ดีและมีประสิทธิภาพประเมินได้จากการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้บุคคลมีการปรับตัว และพร้อมที่จะทำงานไปร่วมกันเพื่อความเจริญก้าวหน้าด้วยกัน    ส่วนการบริหารจะเกี่ยวข้องไปในทางการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายขององค์การตามแผน และใช้กฏระเบียบจัดการให้คงอยู่ในสภาพที่สมดุล   (ประยุทธปยุตโต, 2540)
 
1.3  ความแตกต่างระหว่างผู้นำ ผู้บริหารและนักบริหาร
ผู้นำและผู้บริหารเป็นผู้ที่บุคคลในกลุ่มยอมรับในความโดดเด่นในพฤติกรรมที่ต่างได้รับมอบหมายคอตเตอร์(Kotter, 1990)  กล่าวว่าในความหมายของคำว่า ผู้นำและผู้บริหารนั้นอาจมีความหมายที่ร่วมกันอยู่   เพราะบุคคลคนเดียวกันอาจเป็นทั้งผู้นำและผู้บริหารในขณะเดียวกันได้    ถ้าผู้บริหารสามารถนำพาหรือชักจูงให้ผู้ร่วมงานก้าวเดินตามได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอำนาจสั่งการตามตำแหน่งที่บุคคลนั้นดำรงอยู่   
ดังนั้นบุคคลที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำก็คือผู้ที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนในการทำงาน   ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งบางครั้งก็ทำให้องค์การดีขึ้น แต่บางครั้งก็อาจจะไม่ได้ทำให้องค์การดีขึ้นก็ได้   ผู้นำมักจะใช้หลายวิธีการที่ทำให้การนำบรรลุผล และในที่สุดก็ทำให้ผู้อื่นมีพฤติกรรมไปในทิศทางที่ต้องการผู้นำสามารถทำให้ผู้คนมายืนเรียงแถวกันและยอมที่จะทำตามผู้นำด้วยความสมัครใจ   ในขณะเดียวกันผู้นำก็คือผู้ให้พลังแก่ผู้คนเหล่านั้นให้ต่อสู้กับอุปสรรคที่จะผ่านเข้ามาในขณะที่ปฏิบัติงานอยู่
            อุทัยหิรัญโต(2531) กล่าวว่าคำว่านักบริหารมาจากคำในภาษาอังกฤษว่าExecutive   ซึ่งหมายถึงบุคคลที่มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาคนอื่นตลอดจนรับผิดชอบต่อผลงานของผู้ใต้บังคับบัญชาหรืออีกนัยหนึ่งก็คือบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้า ควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานตามกฎระเบียบของการบริหารงาน ตามความหมายนี้ นักบริหารก็คือผู้บริหารนั่นเอง   แต่ในอีกความหมายหนึ่งคำว่า นักบริหารคือผู้ที่มีความรอบรู้ในงานด้านบริหารจัดการคนงานเงินและกฏระเบียบ
            ตินปรัชญพฤทธิ์และอิสระสุวรรณบล(2514) นักบริหารหมายถึงบุคคลที่รับผิดชอบการดำเนินงานของผู้อื่นและเป็นบุคคลที่วินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาต่างทั้งที่เป็นปัญหาด้านนโยบายและปัญหาด้านปฏิบัติและเป็นผู้ที่ใช้ดำนาจหน้าที่ควบคุมให้มีการปฏิบัติไปตามการวินิจฉัยชี้ขาดนั้น
เพอร์สเลย์กับสนอร์ทแลนด์(Pursley and Snortland, 1980) ได้เปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างผู้บริหารกับผู้นำดังปรากฏในตารางที่1.2
 
ตารางที่1.2   ความแตกต่างระหว่างผู้บริหารกับผู้นำ 

ผู้บริหาร
ผู้นำ
1. ผู้บริหารได้รับการแต่งตั้งและมีอำนาจอย่างเป็นทางการภายในหน่วยงานของตน
 
2. ผู้บริหารมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
 
3. ผู้บริหารสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามกฎระเบียบได้
4. ผู้บริหารทุกคนสามารถเป็นผู้นำได้
5. ผู้บริหารมีหน้าที่จัดองค์การวางแผนและประเมินผลการปฏิบัติงาน
1. ผู้นำอาจได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งหรือได้รับการยอมรับเฉพาะภายในกลุ่มของตนเท่านั้น
2. ผู้นำอาจมีหรือไม่มีตำแหน่งอย่างเป้นทางการก็ได้
3. ผุ้นำสามารถจูงใจให้สมาชิกกลุ่มทำงานที่นอกเหนือจากหน้าที่ได้
4. ผุ้นำบางคนไม่สามารถเป็นผู้บริหาร
5. ผู้นำบางคนไม่สามารถทำงานที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้บริหารได้

ที่มา: Pursley and Snortland, 1980 
สำหรับผู้นำทางการศึกษาที่จะกล่าวถึงต่อไปในชุดวิชาภาวะผู้นำทางการศึกษานี้มีความหมายถึงผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้เป็นผู้บริหาร เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่างภายในสถานศึกษาหรือองค์กรการศึกษาให้ดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมายตามแผนที่ได้กำหนดไว้

ตอนการเรียนรู้ที่2
นักบริหารการศึกษามืออาชีพ
ในประเทศไทยนักบริหารทางการศึกษามักจะได้มาจากการเลื่อนและการปรับจากตำแหน่งผู้สอน ดังที่ปรากฏในการแต่งตั้งครูใหญ่อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นต้น การใช้วิธีเลื่อนหรือปรับเปลี่ยนจากตำแหน่งครูอาจารย์เข้ามาทำหน้าที่ผู้บริหารอาจก่อให้เกิดความไม่ราบรื่นในการปฏิบัติงานในหน้าที่ผู้บริหาร เนื่องจากไม่ได้รับการฝึกอบรมและมีความรู้ในด้านงานการบริหารโดยตรงจึงอาจทำให้ไม่เข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของงานบริหารอย่างแท้จริง การเป็นนักวิชาการกับการเป็นนักบริหารมีความแตกต่างกันจึงพบว่านักบริหารบางท่านประสบความสำเร็จในงานด้านวิชาการแต่กลับประสบความล้มเหลวในงานด้านบริหาร การเป็นนักบริหารมืออาชีพจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้งานบริหารมีความราบรื่นและประสบความสำเร็จ  
 
2.1    ความหมายของนักบริหารการศึกษามืออาชีพ
คำว่านักบริหารการศึกษามืออาชีพมีความหมายที่แตกต่างไปจากมืออาชีพในอาชีพอื่น   อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมความเป็นมาของการเข้าสู่งานบริหารการศึกษามีความแตกต่างกัน ผู้บริหารการศึกษาเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมาจากนักการศึกษาหรือนักวิชาการซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและความชำนาญการในการจัดการเรียนรู้มาก่อน แต่โดยหลักการบริหารทั่วไปนั้นผู้บริหารทุกอาชีพจำเป็นต้องรู้ศาสตร์และมีศิลปะในการบริหารด้านการวางแผนงานงบประมาณและทรัพยากรของสถานศึกษาซึ่งรวมไปถึงบุคลากรด้วยดังนั้นการเข้าสู่นักบริหารการศึกษามืออาชีพจึงต้องเรียนรู้ทั้งหลักการและงานด้านบริหารตลอดจนทักษะของความเป็นผู้นำทางการศึกษาซึ่งเป็นความรู้ใหม่ที่ต้องเพิ่มเติมจากความชำนาญการที่มีอยู่เดิม
ในวงการการศึกษาความหมายของคำว่านักบริหารการศึกษาครอบคลุมไปทุกตำแหน่งที่อยู่ในระดับที่มีการแก้ปัญหาและตัดสินใจเช่นตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาผู้บริหารการศึกษาหรือศึกษานิเทศก์ซึ่งรวมเรียกว่านักบริหารการศึกษา แต่เนื่องจากนักบริหารการศึกษามีตำแหน่งหน้าที่ที่หลากหลายและมีชื่อตำแหน่งที่เรียกต่างกันอาทิเช่นผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียนครูใหญ่อาจารย์ใหญ่ศึกษานิเทศก์ เพื่อให้สอดคล้องกันจะขอใช้คำว่านักบริหารแทนคำว่านักบริหารการศึกษา
จำลองนักฟ้อน(2005)   ให้ข้อคิดว่านักบริหารการศึกษามืออาชีพมีความหมายที่ลึกซึ้งและสมบูรณ์ในตัวเองเกินกว่าที่จะอธิบายความหมายได้อย่างครอบคลุมเพราะคำว่ามืออาชีพแสดงถึงพฤติกรรมของผู้บริหารที่สามารถบริหารงานให้บรรลุเป้าหมายและได้ผลลัพธ์ของงานที่ยอดเยี่ยมได้ผลลัพธ์ที่เป็นผลผลิตที่มีคุณภาพ   การที่จะระบุว่าผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงควรจะมีศักยภาพเช่นไรนั้นอาจจะทำไม่ได้  เนื่องจากมีองค์ประกอบในหลายมุมมองที่นักวิชาการที่มีชื่อเสียงด้านการบริหารต่างก็มีความเชื่อและมุ่งเน้นในศักยภาพของผู้บริหารตามแนวคิดของตนเองในด้านใดด้านหนึ่ง
วูด(Wood, 2001)ได้รวบรวมแนวคิดของนักบริหารที่กล่าวถึงการเป็นนักบริหารที่ดี อาทิเช่น
·        ทอมปีเตอร์ส (Tom Peters)  เน้นว่านักบริหารที่ดีคือนักปฏิบัติที่เป็นนักจัดการและเป็นผู้วางเงื่อนไขข้อตกลง(doers and do deal)
·        ไมเคิลพอร์เตอร์(Michael Porter)  เน้นว่านักบริหารที่ดีต้องเป็นนักคิด(Thinkers)  
·        เซลสนิกค์ (Zalesnick) และเบนนิส(Bennis)  เชื่อว่านักบริหารที่ดีคือผู้นำ(Leaders)
·        ฟาโยล์(Fayol) และเออร์วิค(Urwick) แสดงความเห็นว่านักบริหารที่ดีคือผู้ควบคุม(Controllers)
แนวคิดด้านศักยภาพในการบริหารจัดการของนักบริหารที่มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ผ่านมาช่วยให้เราได้เข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพที่จำเป็นสำหรับการบริหารที่มีประสิทธิภาพซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างแนวคิดในการบริหารแบบมืออาชีพแต่ก็มีความยุ่งยากเกิดขึ้นในการที่จะชี้ชัดว่าศักยภาพใดที่เป็นศักยภาพเด่นของการเป็นนักบริหารที่มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน อย่างไรก็ตามเนื่องจากนักบริหารเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในองค์การนักบริหารมืออาชีพจึงต้องเป็นผู้ที่มีทั้งความรอบรู้ในงานบริหาร เป็นนักคิดนักวางแผนที่จะทำให้งานบริหารดำเนินไปอย่างราบรื่น   ความราบรื่นจึงจัดว่าเป็นตัวแปรที่สำคัญประการหนึ่งในการพิจารณาความเป็นผู้บริหารมืออาชีพ ความราบรื่นในที่นี้มีความหมายรวมไปถึงดุลยภาพที่สร้างความพึงพอใจให้แก่องค์การอันเกิดจากการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพปัจจัยที่ขัดขวางความราบรื่นได้แก่ความแตกแยกกลุ่มย่อยความขัดแย้งความไม่รู้เป็นต้น
 
2.2  ภาวะผู้นำกับการเป็นนักบริหารการศึกษามืออาชีพ 
คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์(2545)  กล่าวว่า การเป็นผู้บริหารที่ดีในยุคของโลกาภิวัฒน์นี้ไม่ใช่เป็นของง่าย เนื่องจากมีแรงกดดันและความเปลี่ยนแปลงต่างๆอย่างมากมายที่แตกต่างไปจากการบริหารงานในยุคก่อนหน้านี้ การมีข้อมูลข่าวสารที่มากขึ้น ความต้องการและข้อเรียกร้องจากผู้เกี่ยวข้องและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียมีมากขึ้นและอาจจะมีเกิดความคิดแย้งกัน ประกอบกับความไม่แน่นอนซึ่งทำให้ยากแก่การเล็งเห็นผลลัพธ์ยิ่งมีสูงมากขึ้นการเป็นนักบริหารจึงจำเป็นต้องมีทั้งความรู้ด้านเทคนิคการบริหารและมีทักษะและประสบการณ์ในด้านการสื่อสารข้อมูลและสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในระดับต่างๆด้วย
จันทนาสุขุมานันท์รองประธานบริษัทปูนซีเมนต์ไทยกล่าวว่านักบริหารมืออาชีพคือนักบริหารที่สามารถบริหารองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยภาวะของผู้นำ(แมกไม้บริหารUBC ) ผู้บริหารที่ต้องการให้องค์กรมุ่งสู่ความเป็นเลิศจะต้องวางแนวความคิดด้านการบริหารภายในองค์กร รวมทั้งการมีภาวะผู้นำที่ดี ซึ่งได้แก่
   2.2.1 มีการสร้างความเชื่อมโยงแบบพันธมิตร (Organizational alliance) หมายความว่าผู้บริหารต้องยึดหลักของการสร้างความเชื่อมโยงโดยการถ่ายทอดข่าวสารให้บุคลากรในระดับต่างๆได้ร่วมรับรู้ข้อมูลที่เป็นขององค์กร การจัดการกับระบบการรับรู้ข้อมูลข่าวสารนี้เพื่อประโยชน์ในด้านการมองภาพขององค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สามารถตอบคำถามให้แก่ผู้อื่นได้ นอกจากนี้การสื่อสารที่ดียังมีผลทางด้านจิตวิทยาเพราะสามารถปลุกระดมให้ผู้ร่วมงานทุกคนมีความคิดไปในทิศทางเดียวกันการให้ข้อมูลข่าวสารเปรียบเสมือนกับการทำการตลาดภายในองค์กรนั้นๆทำให้บุคลากรได้ทำความเข้าใจกับแนวการบริหารงานขององค์กรนั้น(Organizational design)
   2.2.2 มีการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง (Leading organization through transformational change)  ผู้บริหารการเปลี่ยนแปลงคือผู้ที่เข้าใจถึงความต้องการขององค์การเพื่อตอบคำถามต่างๆเช่น ต้องการอะไร?   จะเริ่มต้นตรงไหนด้วยกระบวนการอย่างไรเพื่อให้ได้ความต้องการนั้น   นอกจากนี้ยังต้องใช้หลักยุทธศาสตร์ในการสนทนา(Strategic conversation)  เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทีมงานที่สำคัญต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกันที่ชัดเจน
   2.2.3  ศึกษาสิ่งแวดล้อมที่เป็นทรัพยากรและเครื่องมือในการทำงาน(Resources and tools)  การบริหารองค์กรให้เกิดประสิทธิผล ผู้บริหารต้องศึกษาทรัพยากรที่มีอยู่ที่เป็นเครื่องมือในการดำเนินการขององค์กรทรัพยากรด้านบุคคลและด้านเครื่องมือ    เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริหารรู้ว่าองค์กรมีศักยภาพในการสร้างจุดเด่นในเรื่องใด
   2.2.4  ศึกษาสมรรถนะขององค์กร(Organizational competencies)  ว่า มีความสามารถหรือมีคุณภาพที่จะนำมาใช้งานได้ดีเพียงใด   องค์กรยังขาดในเรื่องใดควรเสริมส่วนใดที่เป็นจุดด้อยขององค์กร  เช่น ต้องจัดหาทรัพยากรเพิ่มเติมหรือต้องให้บุคลากรเข้ารับการฝึกอบรมทักษะใหม่  ต้องให้มีการประเมินตนเอง เพื่อนร่วมงานประเมิน ผู้บังคับบัญชาที่สูงกว่าประเมินหรือผู้ใต้บังคับบัญชาประเมิน
   2.2.5  สร้างแรงจูงใจ(Employee motivation performance)  เป็นการสร้างความรู้สึกสนุกกับการทำงานเพื่อให้บุคลากรได้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข รักองค์กร มีความกระตือรือร้นในการทำงาน ไม่ใช่มาทำงานเพื่อเงิน คนที่ทำงานเพื่อองค์กรอย่างแท้จริงจะพยายามพัฒนาตนเอง ผู้บริหารในฐานะผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนคือรู้ว่าต้องการอะไรและจะทำอย่างไรจึงจะสัมฤทธิผลสื่อสารให้ทุกคนรู้ประเมินสภาพแวดล้อมรู้ศักยภาพขององค์กรกระตุ้นให้องค์กรขับเคลื่อนด้วยการจูงใจ
 
2.3 คุณสมบัติที่จำเป็นของนักบริหารการศึกษามืออาชีพ
2.3.1 คุณสมบัติโดยทั่วไป   มีอยู่ 10 ประการได้แก่ 
·        มีความรับผิดชอบสูง 
·        มีความขยันหมั่นเพียร 
·        มีความอดทน/อุตสาหะ 
·        มีความซื่อสัตย์สุจริต 
·        มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 
·        มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์/กระตือรือร้นในการทำงาน 
·        มีทักษะในการวินิจฉัยสั่งการ 
·        มีการรักษาระเบียบวินัยที่ดี 
·        มีความตรงต่อเวลา/การบริหารเวลา 
·        มีบุคลิกภาพที่ดี (จำลองนักฟ้อน,  2548)
2.3.2  คุณสมบัติด้านมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ    พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา.. 2546  มาตรา43  ได้กำหนดให้ วิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษาเป็นวิชาชีพควบคุม”  และห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพควบคุม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้....”  ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้บริหารทางการศึกษาทุกคนจึงต้องมีใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษาและต้องมีมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพ.. 2548  (สำนักมาตรฐานวิชาชีพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา, 2548)   ดังต่อไปนี้
  (1)  มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย
      1.1 มาตรฐานความรู้   ได้แก่
 1.1.1 มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบริหารการศึกษาหรือเทียบเท่าหรือ
        คุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรองโดยมีความรู้เกี่ยวกับ:-
          หลักและกระบวนการบริหารการศึกษา   นโยบายและการวางแผนการศึกษา 
          การบริหารด้านวิชาการ    การบริหารด้านธุรการ การเงิน   พัสดุและอาคาร
          สถานที่   การบริหารงานบุคคล การบริหารกิจการนักเรียน    การประกัน
          คุณภาพการศึกษา การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ    การบริหาร
          การประชาสัมพันธ์และความสัมพันธ์ชุมชน   คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับ
         ผู้บริหารสถานศึกษา  
                        1.1.2 ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารสถานศึกษาที่คณะกรรมการคุรุสภารับรอง 
                   1.2 มาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพได้แก่
        1.2.1 มีประสบการณ์ด้านการปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า5 ปี หรือ
              1.2.2 มีประสบการณ์ด้านการปฏิบัติการสอน และต้องมีประสบการณ์ในตำแหน่ง
                  หัวหน้าหมวด/หัวหน้าสาย/หัวหน้างาน/ตำแหน่งบริหารอื่นๆในสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า2 ปี
  (2)  มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพผู้บริหารการศึกษา ประกอบด้วย
        2.1  มาตรฐานความรู้ ได้แก่
1.1.1 มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบริหารการศึกษาหรือเทียบเท่าหรือ
        คุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรองโดยมีความรู้เกี่ยวกับ:-
    หลักและกระบวนการบริหารการศึกษา นโยบายและการวางแผนการศึกษา  
การบริหารจัดการการศึกษา การบริหารทรัพยากร     การประกันคุณภาพ
การศึกษา การนิเทศการศึกษา   การพัฒนาหลักสูตร   การบริหารจัดการ
เทคโนโลยีสารสนเทศ   การวิจัยทางการศึกษา     คุณธรรมและจริยธรรม
สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา 
                           1.1.2 ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารการศึกษาที่คณะกรรมการคุรุสภารับรอง
2.2  มาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพ ได้แก่
    2.2.1 มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า8 ปี หรือ
   2.2.2 มีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า5 ปี  
          หรือ
 2.2.3 มีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารนอกสถานศึกษาที่ไม่ต่ำกว่าระดับกอง
        หรือเทียบเท่ากองมาแล้วไม่น้อยกว่า5 ปี หรือ
                           2.2.4 มีประสบการณ์ในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่ปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ และการบริหารการศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า5 ปี หรือ
                           2.2.5 มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนและมีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาหรือ ผู้บริหารการศึกษา หรือ บุคลากรทางการศึกษาอื่นที่ปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอนการนิเทศและ การบริหารการศึกษา รวมกันมาแล้วไม่น้อยกว่า10 ปี
             (3) มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพของศึกษานิเทศก์   ประกอบด้วย           
        3.1 มาตรฐานความรู้ ได้แก่
               3.1.1 มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบริหารการศึกษาหรือเทียบเท่าหรือคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรองโดยมีความรู้เกี่ยวกับ:- 
              การนิเทศการศึกษา   นโยบายและการวางแผนการศึกษา    การพัฒนา
              หลักสูตรและการสอน   การประกันคุณภาพการศึกษา การบริหารจัดการ
              การศึกษา    การวิจัยทางการศึกษา    กลวิธีการถ่ายทอดความรู้แนวคิด
              ทฤษฎีและผลงานทางวิชาการ   การบริหารจัดการเทคโนโลยีสานสนเทศ
              คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับศึกษานิเทศก์                                   
                            3.1.2 ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการนิเทศการศึกษาที่คณะกรรมการคุรุสภารับรอง
3.2  มาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพ ได้แก่
   3.2.1 มีประสบการณ์ด้านการปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า10 ปี หรือ 
    มีประสบการณ์ด้านการปฏิบัติการสอนและมีประสบการณ์ในตำแหน่ง    ผู้บริหารสถานศึกษาและหรือผู้บริหารการศึกษารวมกันมาแล้วไม่น้อยกว่า10 ปี
                           3.2.2 มีผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพและมีการเผยแพร่
2.3.3  คุณสมบัติด้านมาตรฐานการปฏิบัติงาน   ผู้บริหารสถานศึกษาผู้บริหารการศึกษาและศึกษานิเทศก์ จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติงานตามที่คุรุสภาได้ประกาศเป็นข้อบังคับว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ.. 2548  (สำนักมาตรฐานวิชาชีพสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา, 2548)   ซึ่งมีอยู่12 มาตรฐาน ดังนี้
(1) มาตรฐานการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา     
มาตรฐานที่1  ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษา 
 คุณสมบัติเบื้องต้นที่สำคัญประการหนึ่งของผู้บริหารมืออาชีพคือการเข้าร่วมเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ ด้วยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวิชาชีพได้แก่การเป็นผู้ริเริ่ม   ผู้ร่วมงาน   ผู้ร่วมจัดงานหรือกิจกรรม    รวมทั้งการเป็นผู้เสนอผลงาน   และเผยแพร่ผลงานขององค์กรเพื่อให้สมาชิกยอมรับและเห็นคุณประโยชน์ของผู้บริหารที่มีต่อการพัฒนาองค์กร ตลอดจนการนำองค์กรให้เป็นที่ยอมรับของสังคมโดยส่วนรวม
            มาตรฐานที่2  ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับการพัฒนาของบุคลากร ผู้เรียน และชุมชน
ผู้บริหารมืออาชีพแสดงความรัก ความเมตตาและความปรารถนาดีต่อองค์กรผู้ร่วมงาน ผู้เรียน และชุมชน ด้วยการตัดสินใจในการทำงานต่างๆเพื่อผลการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย การตัดสินใจของผู้บริหารต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลของการกระทำ เนื่องจากการตัดสินใจของผู้บริหารมีผลต่อองค์กรโดยส่วนรวม ผู้บริหารจึงต้องเลือกแต่กิจกรรมที่จะนำไปสู่ผลดี ผลทางบวก ผลต่อการพัฒนาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และระมัดระวังไม่ให้เกิดผลทางลบโดยมิได้ตั้งใจ   ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่ความไว้วางใจ ความศรัทธาและความรู้สึกเป็นที่พึ่งได้ของบุคคลทั้งปวง
            มาตรฐานที่3   มุ่งมั่นพัฒนาผู้ร่วมงานให้สามารถปฏิบัติงานได้เต็มศักยภาพ
ความสำเร็จของการบริหารอยู่ที่การดำเนินงานเพื่อให้บุคลากรในองค์กรหรือผู้ร่วมงานได้มีการพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพและความปรารถนาดีต่อองค์กรผู้ร่วมงาน ผู้เรียน และชุมชน ด้วยการตัดสินใจในการทำงานต่างๆเพื่อผลการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย การตัดสินใจของผู้บริหารต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลของการกระทำ เนื่องจากการตัดสินใจของผู้บริหารมีผลต่อองค์กรโดยส่วนรวม ผู้บริหารจึงต้องเลือกแต่กิจกรรมที่จะนำไปสู่ผลดี ผลทางบวก ผลต่อการพัฒนาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และระมัดระวังไม่ให้เกิดผลทางลบโดยที่มิได้ตั้งใจ   ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่ความไว้วางใจ ความศรัทธาและความรู้สึกเป็นที่พึ่งได้ของบุคคลทั้งปวง
มาตรฐานที่4  พัฒนาแผนงานขององค์กรให้สามารถปฏิบัติได้เกิดผลจริง
ผู้บริหารมืออาชีพวางแผนงานขององค์กรได้อย่างมียุทธศาสตร์เหมาะสมกับเงื่อนไขข้อจำกัดของผู้เรียนครูผู้ร่วมงานชุมชนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายแนวทาง และเป้าหมายของการพัฒนาเมื่อนำไปปฏิบัติจะเกิดผลต่อการพัฒนาอย่างแท้จริง   แผนงานต้องมีกิจกรรมสำคัญที่นำไปสู่ผลของการพัฒนา    ความสอดคล้องของเป้าหมายกิจกรรม และผลงานถือเป็นคุณภาพสำคัญที่นำไปสู่การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพสูง มีความคุ้มค่าและเกิดผลอย่างแท้จริง
มาตรฐานที่5  พัฒนาและใช้นวัตกรรมการบริหารจนเกิดผลงานที่มีคุณภาพสูงขึ้นเป็นลำดับ
นวัตกรรมการบริหาร เป็นเครื่องมือสำคัญของผู้บริหารในการนำไปสู่ผลงานที่มี   คุณภาพและประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นลำดับ ผู้บริหารมืออาชีพต้องมีความรู้ในการบริหารแนวใหม่ๆ เลือกและปรับปรุงใช้นวัตกรรมได้หลากหลาย ตรงกับสภาพการณ์ เงื่อนไข ข้อจำกัดของงานและองค์กรจนนำไปสู่ผลได้จริง เพื่อให้องค์กรก้าวหน้าพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้ร่วมงานทุกคนได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ มีความภาคภูมิใจในผลงานร่วมกัน
            มาตรฐานที่ ปฏิบัติงานขององค์กรโดยเน้นผลถาวร
ผู้บริหารมืออาชีพเลือกและใช้กิจกรรมการบริหารที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของบุคลากรและองค์การจนบุคลากรมีนิสัยในการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ผู้บริหารต้องมีความเพียรพยายาม กระตุ้น ยั่วยุ ท้าทาย ให้บุคลากรมีความรู้สึกเป็นเจ้าของและชื่นชมผลสำเร็จเป็นระยะๆ จึงควรเริ่มจากการริเริ่ม การร่วมพัฒนา การสนับสนุนข้อมูล และให้กำลังใจให้บุคลากรศึกษาค้นคว้า ปฏิบัติ และปรับปรุงงานต่างๆด้วยตนเอง   จนเกิดเป็นค่านิยมในการพัฒนางานตามภาวะปกติ อันเป็นบุคลิกภาพที่พึงปรารถนาของบุคลากรและองค์กร รวมทั้งบุคลากรทุกคนชื่นชมและศรัทธาในความสามารถของตน
มาตรฐานที่ 7  รายงานผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ
ผู้บริหารมืออาชีพสามารถนำเสนอผลงานที่ได้ทำสำเร็จแล้วด้วยการรายงานผลที่แสดงถึงการวิเคราะห์งานอย่างรอบคอบ ครอบคลุมการกำหนดงานที่จะนำไปสู่ผลแห่งการพัฒนา การลงมือปฏิบัติจริง และผลที่ปรากฏมีหลักฐานยืนยันชัดเจน การนำเสนอรายงานเป็นโอกาสที่ผู้บริหารจะได้คิดทบทวนถึงงานที่ได้ทำไปแล้วว่ามีข้อจำกัดผลดีผลเสียและผลกระทบที่มิได้ระวังไว้อย่างไร ถ้าผลงานเป็นผลดีจะชื่นชมภาคภูมิใจได้ในส่วนใด นำเสนอให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้อย่างไร ถ้าผลงานยังไม่สมบูรณ์จะปรับปรุงเพิ่มเติมได้อย่างไร และจะนำประสบการณ์ที่ได้พบไปใช้ประโยชน์ในการทำงานต่อไปได้อย่างไร คุณประโยชน์อีกประการหนึ่งของรายงานที่ดี คือการนำผลการประเมินไปใช้ในการประเมินตนเอง รวมทั้งการทำให้เกิดความรู้สึกชื่นชมของผู้ร่วมปฏิบัติงานทุกคน การที่ผู้ปฏิบัติงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสามารถและศักยภาพของตน เป็นขั้นตอนสำคัญอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่การรู้คุณค่าแห่งตน
มาตรฐานที่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
            ผู้บริหารมีหน้าที่แนะนำตักเตือน ควบคุม กำกับดูแลบุคลากรในองค์กร การที่จะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวให้ได้ผลดี   ผู้บริหารต้องประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีมิฉะนั้นคำแนะนำตักเตือนหรือการกำกับดูแลของผู้บริหารจะขาดความสำคัญ ไม่เป็นที่ยอมรับของบุคลากรในองค์กร ผู้บริหารที่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างในทุกๆด้านเช่นด้านคุณธรรมจริยธรรมความยุติธรรมและบุคลิกภาพ จะมีผลสูงต่อการยอมรับของบุคลากร ทำให้เกิดความเชื่อถือศรัทธาต่อการบริหารงาน จนสามารถปฏิบัติตามได้ด้วยความพึงพอใจ
มาตรฐานที่ร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานอื่นอย่างสร้างสรรค์
หน่วยงานการศึกษาเป็นองค์กรหนึ่งที่อยู่ในชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมซึ่งมีองค์กรอื่นๆเป็นองค์ประกอบ ทุกหน่วยงานมีหน้าที่ร่วมมือกันพัฒนาสังคมตามบทบาทหน้าที่ ผู้บริหารการศึกษาเป็นบุคลากรสำคัญของสังคมหรือชุมชนที่จะชี้นำแนวทางการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าในทิศทางที่ต้องการ ผู้บริหารมืออาชีพต้องร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานอื่นในการเสนอแนวทางปฏิบัติ แนะนำ ปรับปรุงการปฏิบัติ และแก้ปัญหาของชุมชนหรือหน่วยงานอื่น เพื่อให้เกิดผลดีต่อสังคมส่วนรวม ในลักษณะร่วมคิดร่วมวางแผน และร่วมปฏิบัติด้วยความเต็มใจ เต็มความสามารถ พร้อมทั้งยอมรับความสามารถรับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มศักยภาพเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยและการร่วมมือกันในสังคมนำไปสู่การยอมรับและศรัทธาอย่างภาคภูมิใจ
มาตรฐานที่10  แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา
              ความประทับใจของผู้ร่วมงานที่มีต่อผู้บริหารองค์กรอย่างหนึ่งคือความเป็นผู้รอบรู้
ทันสมัยทันโลก รู้อย่างกว้างขวางและมองไกล ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกทุกๆด้าน จนสามารถสนทนากับผู้อื่นด้วยข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยและนำข้อมูลข่าวสารต่างๆที่ได้รับมาใช้ในการพัฒนางานและผู้ร่วมงานการตื่นตัวการรับรู้และการมีข้อมูลข่าวสารสนเทศเหล่านี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่องานพัฒนาแล้ว ยังนำมาซึ่งการยอมรับและความรู้สึกเชื่อถือของผู้ร่วมงานอันเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ลึกซึ้งต่อเนื่องต่อไป
มาตรฐานที่11 เป็นผู้นำและสร้างผู้นำ
            ผู้บริหารมืออาชีพสร้างวัฒนธรรมขององค์กรด้วยการพูดนำปฏิบัตินำและจัดระบบงานให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม โดยการให้รางวัลแก่ผู้ที่ทำงานได้สำเร็จแล้ว จนนำไปสู่การพัฒนาตนเอง คิดได้เอง ตัดสินใจได้เอง พัฒนาได้เองของผู้ร่วมงานทุกคน ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องแสดงออกอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอเกี่ยวกับวัฒนธรรมขององค์กร เพื่อให้ผู้ร่วมงานมีความมั่นใจในการปฏิบัติ จนสามารถเลือกการกระทำที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมแสดงออกและชื่นชมได้ด้วยตนเอง ผู้บริหารจึงต้องสร้างความรู้สึกประสบความสำเร็จให้แก่บุคลากรแต่ละคนและทุกคน จนเกิดภาพความเป็นผู้นำในทุกระดับนำไปสู่องค์กรการเรียนรู้อย่างแท้จริง
มาตรฐานที่12 สร้างโอกาสในการพัฒนาได้ทุกสถานการณ์
            การพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความก้าวหน้าของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้บริหารจำเป็นต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถปรับงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง   และสามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆได้สอดคล้องสมดุลและเสริมสร้างซึ่งกันและกัน ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องตื่นตัวอยู่เสมอ มองเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และกล้าที่จะตัดสินใจดำเนินการเพื่อผลในอนาคต อย่างไรก็ตามการรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมเป็นสิ่งประกันได้ว่าการเสี่ยงในอนาคตจะมีโอกาสผิดพลาดน้อยลง การที่องค์กรปรับได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมเป็นผลให้องค์กรพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความก้าวหน้าของโลกตลอดไป   
(2) มาตรฐานการปฏิบัติงานของศึกษานิเทศก์
มาตรฐานที่1  ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาการนิเทศการศึกษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษา
 คุณสมบัติเบื้องต้นที่สำคัญประการหนึ่งของศึกษานิเทศก์มืออาชีพคือการเข้าร่วมเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ ด้วยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวิชาชีพได้แก่การเป็นผู้ร่วมงานการเป็นผู้จัดงานหรือกิจกรรม รวมทั้งการเป็นผู้เสนอผลงานและเผยแพร่ผลงานเพื่อให้สมาชิกยอมรับและเห็นคุณประโยชน์ของศึกษานิเทศก์ที่      มีต่อการพัฒนาองค์กร ตลอดจนการนำองค์กรให้เป็นที่ยอมรับของสังคมโดยส่วนรวม 
มาตรฐานที่2  ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมการนิเทศการศึกษาโดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดแก่ผู้รับการนิเทศ
ศึกษานิเทศก์มืออาชีพแสดงความรักความเมตตาและความปรารถนาดีต่อผู้รับการนิเทศด้วยการตัดสินใจในการทำงานต่างๆเพื่อผลการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นกับผู้รับการนิเทศ ศึกษานิเทศก์ต้องวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของตนกับผลที่จะเกิดแก่ผู้รับการนิเทศ แล้วเลือกเฉพาะกิจกรรมที่จะนำไปสู่ผลทางบวกเสมอ อีกทั้งระมัดระวังไม่ให้เกิด   กิจกรรมที่มีผลลบโดยมิได้ตั้งใจเพื่อนำไปสู่ความไว้วางใจความศรัทธาของผู้รับการนิเทศที่มีต่อการนิเทศ และเห็นประโยชน์ของการนิเทศ
            มาตรฐานที่3   มุ่งมั่นพัฒนาผู้รับการนิเทศให้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมจนเกิดผลต่อการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ
คุณประโยชน์สำคัญของการนิเทศอยู่ที่ครูได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมการพัฒนา จนเป็นผลให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มศักยภาพ ศึกษานิเทศก์มืออาชีพต้องกำหนดปรับเปลี่ยนแนวทางการนิเทศ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาครูอย่างเต็มศักยภาพ โดยศึกษาจุดเด่น จุดด้อยของครู กำหนดจุดที่จะพัฒนาเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับการพัฒนาด้านนั้นๆแล้วใช้เทคนิคการนิเทศให้ครูได้ลงมือปฏิบัติจริง ประเมิน ปรับปรุง ให้ครูรู้ศักยภาพ เลือกแนวทางที่เหมาะสมกับงานและลงมือปฏิบัติจนเป็นผลให้ศักยภาพของครูและศึกษานิเทศก์เพิ่มพูนพัฒนาก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง นำไปสู่การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
มาตรฐานที่4  พัฒนาแผนการนิเทศให้สามารถปฏิบัติได้เกิดผลจริง
ศึกษานิเทศก์มืออาชีพวางแผนการนิเทศได้อย่างมียุทธศาสตร์เหมาะสมกับเงื่อนไขข้อจำกัดของผู้รับการนิเทศ สอดคล้องกับนโยบายแนวทางและเป้าหมายของการพัฒนา เมื่อนำไปปฏิบัติจะเกิดผลต่อการพัฒนาอย่างแท้จริง แผนการนิเทศต้องมีกิจกรรมสำคัญที่นำไปสู่ผลของการพัฒนา ความสอดคล้องระหว่างกิจกรรมกับผลงานถือเป็นคุณภาพสำคัญที่นำไปสู่การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพสูง มีความคุ้มค่าและเกิดผลจริง
มาตรฐานที่5  พัฒนาและใช้นวัตกรรมการนิเทศการศึกษาจนเกิดผลงานที่มีคุณภาพสูงขึ้นเป็นลำดับ
นวัตกรรมการนิเทศเป็นเครื่องมือสำคัญของศึกษานิเทศก์ในการนำไปสู่ผลงานที่มี   คุณภาพสูงขึ้นเป็นลำดับ ศึกษานิเทศก์มืออาชีพต้องมีความรู้ในการนิเทศแนวใหม่ๆ เลือกและปรับปรุงใช้นวัตกรรมได้หลากหลาย ตรงกับสภาพการณ์ เงื่อนไข ข้อจำกัดของงานและผู้รับการนิเทศจนนำไปสู่ผลได้จริงเพื่อให้ผู้รับการนิเทศใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ มีความภาคภูมิใจในผลงานร่วมกัน และก้าวหน้าพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
            มาตรฐานที่ จัดกิจกรรมการนิเทศการศึกษาโดยเน้นผลถาวรที่เกิดแก่ผู้รับการนิเทศ
ศึกษานิเทศก์มืออาชีพเลือกและใช้กิจกรรมการนิเทศที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของผู้รับการนิเทศจนผู้รับการนิเทศมีนิสัยในการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ศึกษานิเทศก์ต้องรู้จักเส้นทางการพัฒนาของผู้รับการนิเทศ และเพียรพยายามกระตุ้นยั่วยุ ท้าทาย ให้ผู้รับการนิเทศลงมือปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการพัฒนาด้วยความรู้สึกประสบผลสำเร็จเป็นระยะๆโดยพยายามให้ผู้รับการนิเทศมีความรู้สึกเป็นเจ้าของการทำกิจกรรมและการพัฒนาของผู้รับการนิเทศเอง ขั้นตอนในการนิเทศควรเริ่มจาก การริเริ่ม การร่วมพัฒนา การสนับสนุนข้อมูล ให้กำลังใจ ให้ผู้รับการนิเทศค้นหา ปฏิบัติ ประเมินและปรับปรุงงานต่างๆได้ด้วยตนเอง   เพื่อให้เกิดค่านิยมและนิสัยในการปฏิบัติ เกิดเป็นการพัฒนางานในภาวะปกติ เป็นบุคลิกภาพถาวรของผู้รับการนิเทศตลอดไปรวมทั้งเกิดความชื่นชมและศรัทธาความสามารถของตน
มาตรฐานที่ 7  รายงานผลการนิเทศการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ
ศึกษานิเทศก์มืออาชีพสามารถนำเสนอผลงานที่ได้ทำสำเร็จแล้วด้วยการรายงานผลที่แสดงถึงการวิเคราะห์งานอย่างรอบคอบ ซึ่งครอบคลุมการกำหนดงานที่จะนำไปสู่ผลแห่งการพัฒนาการลงมือปฏิบัติจริง และผลที่ปรากฏมีหลักฐานยืนยันชัดเจน การจัดทำรายงานเป็นโอกาสที่จะได้คิดทบทวนถึงงานที่ทำไปแล้วว่ามีข้อจำกัดผลดีผลเสียและผลกระทบที่มิได้ระวังไว้อย่างไร ถ้าผลงานเป็นผลดีจะชื่นชมภาคภูมิใจได้ในส่วนใด นำเสนอให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้อย่างไรถ้าผลงานยังไม่สมบูรณ์จะปรับปรุงเพิ่มเติมได้อย่างไรและจะนำประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการทำงานต่อไปอย่างไร คุณประโยชน์ของรายงานที่ดีย่อมนำไปสู่การประเมินตนเองการชื่นชมความสามารถของผู้ปฏิบัติ   การเรียนรู้เกี่ยวกับความสามารถและศักยภาพของผู้ปฏิบัติที่จะก่อให้เกิดการยอมรับและชื่นชมในความสามารถของตน
มาตรฐานที่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
            ศึกษานิเทศก์มีภารกิจในการพัฒนาผู้รับการนิเทศโดยการให้คำปรึกษาแนะนำหรือจัดกิจกรรม เพื่อให้ผู้รับการนิเทศปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมสำคัญตามเงื่อนไขที่ผู้นิเทศเสนอแนะ ดังนั้น ผู้นิเทศต้องประพฤติปฏิบัติให้เป็นที่ประจักษ์ก่อน เพื่อให้คำปรึกษาคำแนะนำหรือกิจกรรมนั้นๆมีน้ำหนัก มีความสำคัญน่าเชื่อถือ ผู้นิเทศจำเป็นต้องเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งบุคลิกภาพ การปฏิบัติตน มีคุณธรรมจริยธรรมจะช่วยให้ผู้รับการนิเทศเชื่อถือศรัทธาต่อการนิเทศการศึกษา และปฏิบัติตามด้วยความพึงพอใจ
มาตรฐานที่ร่วมพัฒนางานกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์
ศึกษานิเทศก์มืออาชีพร่วมพัฒนางานกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ เสนอแนวทางปรับปรุงที่ดีกว่าเดิม แนะนำการปฏิบัติที่เป็นผลดีกว่าเดิม   ไม่หยุดอยู่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์แต่จะชี้นำแนวทางการแก้ปัญหาที่นำไปสู่ผลดีเป็นผู้สามารถร่วมคิดร่วมวางแผนและร่วมปฏิบัติเพื่อพัฒนางานขององค์กรเพื่อนร่วมวิชาชีพและชุมชนด้วยความเต็มใจเต็มความรู้ความสามารถ และคาดหวังผลที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้น โดยตระหนักถึงความสำคัญ ยอมรับในความรู้ความสามารถ และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นรวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มศักยภาพทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยในการทำงานที่จะนำไปสู่ผลงานที่ดีที่สุดอยู่เสมอ เป็นที่ยอมรับของครูและผู้ร่วมงาน จนครูเกิดศรัทธาต่อการนิเทศการปรับปรุงงานและการร่วมงานกับผู้อื่น 
มาตรฐานที่10  แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา
              ความประทับใจของผู้รับการนิเทศที่มีต่อผู้นิเทศอย่างหนึ่ง   คือ ความเป็นผู้รอบรู้
ทันสมัยและทันโลก ศึกษานิเทศก์มืออาชีพต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกทุกด้านจนสามารถสนทนากับผู้อื่นด้วยข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยและนำข้อมูลข่าวสารต่างๆไปใช้ในการพัฒนางานและพัฒนาผู้รับการนิเทศ   การตื่นตัวการรับรู้และการมีข่าวสารสารสนเทศเหล่านี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่องานนิเทศแล้วยังนำมาซึ่งการยอมรับและความ   รู้สึกเชื่อถือของผู้รับการนิเทศอันเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ลึกซึ้งต่อเนื่องต่อไป
มาตรฐานที่11 เป็นผู้นำและสร้างผู้นำทางวิชาการ
            ศึกษานิเทศก์มืออาชีพสร้างวัฒนธรรมในการพัฒนางานวิชาการด้วยการพูดนำปฏิบัตินำและจัดระบบงานให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการพัฒนาวิชาการ โดยการให้รางวัลแก่ผู้รับการนิเทศที่ปฏิบัติงานสำเร็จแล้วจนนำไปสู่การพัฒนาตนเอง คิดได้เอง ตัดสินใจได้เอง พัฒนางานได้เองของผู้รับการนิเทศทุกคน ศึกษานิเทศก์จึงต้องแสดงออกอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอเกี่ยวกับวัฒนธรรมในการพัฒนางานวิชาการด้วยความกระตือรือร้น เพียรพยายามที่จะบริการอย่างเต็มที่ตามขีดสูงสุดของความสามารถ เพื่อให้ผู้รับการนิเทศเกิดความมั่นใจในการปฏิบัติ สามารถเลือกการกระทำที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมแสดงออกและชื่นชมได้ด้วยตนเอง ศึกษานิเทศก์มืออาชีพจึงต้องสร้างศรัทธาความไว้วางใจและความรู้สึกประสบผลสำเร็จให้แก่ผู้รับการนิเทศแต่ละคนและทุกคน จนเกิดภาพความเป็นผู้นำทางวิชาการ   นำไปสู่การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง
 
มาตรฐานที่12 สร้างโอกาสในการพัฒนางานได้ทุกสถานการณ์
                        การพัฒนาวิชาชีพการนิเทศการศึกษาให้พัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความก้าวหน้าของโลกอย่างไม่หยุดยั้ง ศึกษานิเทศก์จำเป็นต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและสามารถจัดการต่อการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องสมดุลและเสริมสร้างซึ่งกันและกัน ศึกษานิเทศก์มืออาชีพจึงต้องตื่นตัวอยู่เสมอ มองเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านทั้งในปัจจุบันและอนาคตกล้าที่จะตัดสินใจดำเนินการเพื่อผลต่อวิชาชีพการนิเทศการศึกษาในอนาคตอย่างไรก็ตามการรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นการประกันได้ว่าการพัฒนาวิชาชีพการนิเทศการศึกษาจะปรับเปลี่ยนได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ส่งผลให้วิชาชีพการนิเทศการศึกษาพัฒนาได้อย่างยั่งยืนผันแปรตามความก้าวหน้าตลอดไป
           
2.3.4  คุณสมบัติด้านมาตรฐานการปฏิบัติตน   ผู้บริหารสถานศึกษาผู้บริหารการศึกษาและศึกษานิเทศก์ จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติตนตามที่คุรุสภาได้ประกาศเป็นข้อบังคับว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ.. 2548  
สำหรับมาตรฐานการปฏิบัติตนนี้   เป็นมาตรฐานที่เกี่ยวกับจรรยาบรรณของผู้บริหารที่มีต่อตนเอง ต่อวิชาชีพ และต่อผู้รับบริการ  (ให้ศึกษารายละเอียดในหน่วยการเรียนรู้ที่2)
 
2.4  พฤติกรรมการทำงานของนักบริหารมืออาชีพ
 
ชมพูนุชอัครเศรณี(2547) กล่าวว่าการเป็นมืออาชีพไม่ได้ตัดสินเฉพาะองค์ประกอบเชิงรูปธรรมอาทิผลกำไรมหึมาเงินเดือนสูงลิ่วที่นั่งผู้โดยสารชั้นหนึ่งหรือชั้นธุรกิจยามเดินทางโดยเครื่องบินหรือเครื่องแต่งกายชุดทำงานโก้เก๋ แต่คนเป็นมืออาชีพมีองค์ประกอบลักษณะและการปฏิบัติบางประการอย่างแน่ชัดในเชิงรูปธรรม ซึ่งจะมีความคล้ายคลึงกันที่เป็นสากล 
องค์ประกอบของการเป็นมืออาชีพโดยทั่วไปสำหรับองค์การมีหลายประการและมีความหลากหลายตามบริบทและความเชื่อซึ่งเกิดจากผลการทดลองเชิงวิจัยและการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ชมพูนุชอัครเศรณี (2547) เสนอแนะความเก่งกล้าในการเป็นมืออาชีพซึ่งสามารถมองเห็นได้จากพฤติกรรมของผู้บริหารไว้10 ประการดังนี้
ประการแรก ความเก่งกล้าในการรู้จักบทบาทและหน้าที่ของตนเองผู้อื่น
ผู้บริหารมืออาชีพจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานที่เป็นความรับผิดชอบของผู้อื่น ถ้าไม่ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจสั่งการหรือได้รับการร้องขอให้ช่วยเหลือ การให้ความเห็นใจเข้าไปช่วยเหลืออาจนำผลเสียมาสู่องค์กรได้และอาจกลายเป็นการก้าวก่ายการทำงานของผู้อื่นได้
ประการที่สอง ความเก่งกล้าในการคิดเองทำเองได้
เมื่อมีงานที่ต้องบริหารจัดการให้ประสบความสำเร็จมืออาชีพจะสามารถแสวงหาแนวทางในการดำเนินงานนั้นได้จนบรรลุเป้าหมาย โดยไม่ต้องให้มีการสั่งการเป็นคำสั่งในแต่ละขั้นตอนการคิดเองได้คิดแก้ปัญหาได้ คือความสามารถของผู้บริหารที่มองเห็นลู่ทางในการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ
ประการที่สามความเก่งกล้าในการรับผิดและรับชอบในสิ่งที่กระทำและผลที่จะได้รับ
ยอมรับและจัดการกับผลงานนั้นทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมยอมรับความดีและความผิดพลาดและพร้อมที่จะพัฒนาสู่ความเป็นเลิศไม่โยนความผิดหรือคิดหาทางถ่ายเทปัญหาไปให้ผู้อื่นผู้นักบริหารที่ไม่ใช่มืออาชีพมักจงใจผลักดันปัญหาไปให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคือคนอื่นมืออาชีพจะไม่ขยายความผิดพลาดให้แก่ผู้อื่นหรือทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นและจะไม่ปิดบังหรือกลบเกลื่อนความผิดของตนเองด้วยการให้ร้ายผู้อื่นจะไม่พูดแก้ตัวแต่จะขอโทษและขอโอกาสในการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น
ประการที่สี่ความเก่งกล้าในการตัดสินใจ
ในการบริหารงานนั้นผู้บริหารต้องตัดสินใจซึ่งในบางครั้งจำเป็นต้องมีการตัดสินใจในระยะเวลาที่จำกัดในการหาข้อมูลเพียงพอเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจแต่เมื่อจำเป็นเร่งด่วนนักบริหารมืออาชีพจะสามารถพิจารณาเลือกและไม่ลังเลที่จะตัดสินใจได้ในทันทีแม้ว่าจะมีความหนักใจเมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นอยู่บ้างมืออาชีพต้องไม่คิดว่าสิ่งเหล่านี้คืออุปสรรคในการบริหารจัดการเพราะการลังเลในการตัดสินใจอาจทำให้ช้าจนเกินการนอกจากนี้นักบริหารมืออาชีพควรสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองในขอบเขตที่ตนได้รับมอบหมายและไม่พยายามที่จะโอนอำนาจการตัดสินใจไปให้ผู้อื่นทำแทนตนนักบริหารมืออาชีพต้องมีความมั่นใจว่าการตัดสินใจนั้นจะสร้างความสำเร็จในงานที่ทำและปัญหาคือสิ่งที่จะต้องระวังแก้ไขให้ผลงานบรรลุเป้าหมายให้ได้แต่สิ่งที่สำคัญคือการตั้งมั่นในหลักการและมีความคิดในเชิงบวกกับการงานและผู้เกี่ยวข้อง 
ประการที่ห้าความเก่งกล้าในการให้เกียรติผู้อื่น
นักบริหารต้องคำนึงถึงการปฏิบัติตนตามมารยาททางธุรกิจและสังคม การเป็นมืออาชีพคือการนับถือตนเองและนับถือผู้อื่นแม้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะเป็นแค่เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชาให้พึงระลึกว่าทุกคนมีทัศนคติที่เป็นความคิดของตนเองทุกคนอาจมีความเลื่อมล้ากันในหน้าที่การงานฐานะทางเศรษฐกิจความสามารถในการทำงานและความรู้ในเชิงวิชาการแต่ทุกคนมีมีความเสมอภาคกันในด้านศักดิ์ศรีและเกียรติยศในความเป็นคน
ประการที่หกความเก่งกล้าในการรักษาเกียรติของตนเอง
 ในโลกของการทำงานนั้นผู้นำมืออาชีพต้องไม่ทำสิ่งที่ทำให้ตนเองมัวหมองและเสื่อมเสียเกียรติยศแม้ในยามที่พ่ายแพ้ก็ยังรักษาเกียรติยศของตนไว้ได้อย่างสง่างามด้วยตัวของตนเองมีน้ำใจเป็นนักกีฬาซึ่งทำให้ไม่คิดอาฆาตมาดร้ายต่อผู้ชนะนักบริหารมืออาชีพจะไม่โทษตนเองและผู้อื่นแสดงวุฒิภาวะทางอารมณ์ด้วยการไม่ด่าทออาละวาดหรือแสดงกิริยาวาจาที่ก้าวร้างเสียดสีการแสดงความผิดหวังอย่างรุนแรงต่อหน้าผู้อื่นเพราะรู้สึกเสียหน้าทำให้เสียผลประโยชน์เท่ากับว่าไม่สามารถรักษาเกียรติของตนไว้ได้ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องมีทักษะในการพาจิตของตนเองออกจากสถานการณ์หรือวางเฉยเท่าที่จะทำได้อย่างดีที่สุดนักบริหารมืออาชีพต้องทำความเข้าใจว่าไม่มีสิ่งใดที่แน่นอนความพ่ายแพ้ในวันนี้เป็นเพียงการไม่มีโอกาสแต่ความมุ่งมั่นไม่ท้อถอยอาจทำให้โอกาสหวนกลับมาอีกได้ในวันหนึ่งการหยุดพักและสงบนิ่งในช่วงหนึ่งจึงไม่ใช่เป็นการเสียเวลาแต่เป็นเวลาที่ดีในการเติมพลังเพื่อก้าวเดินต่อไป
ประการที่เจ็ดความเก่งกล้าในการยอมรับการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี
นักบริหารมืออาชีพต้องเข้าว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จำเป็นเมื่อโลกและสังคมเปลี่ยนไปการปรับตัวกับระบบการทำงานในรูปแบบที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อรองรับเป็นสิ่งที่จำเป็นผู้บริหารที่สามารถปรับตัวให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเท่าใดก็จะสามารถปรับระบบการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทของการบริหารงานได้เร็วเท่านั้น การต่อต้านการเปลี่ยนในขณะที่ยังไม่ได้ยอมรับหรือลงมือปฏิบัตินำความเสียหายมาสู่องค์การอย่างแน่นอนในฐานะนักบริหารองค์การนักบริหารมืออาชีพต้องสร้างความเข้าในความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงและพยายามมองข้อดีของการเปลี่ยนแปลงโดยไม่วิเคราะห์วิจารณ์ในขณะที่ยังอยู่ในขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงแต่จะช่วยดูแลและประเมินผลเพื่อการพัฒนาและให้คำปรึกษาหารือผู้บริหารมืออาชีพจึงมักตระหนักถึงคุณค่าในการพัฒนาตนเองเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและเติมเต็มในความสามารถของตนเพื่อให้ก้าวทันกับเหตุการณ์และยอมรับการเปลี่ยนแปลงเป็นพื้นฐานนำไปสู่การพัฒนาตนเองเพื่อให้มีความรู้เท่าทันกับโลกทั้งภายในและภายนอกองค์การรู้ทันข้อมูลสารสนเทศและสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่องค์การมนุษย์มีความสามารถในการพัฒนาตนเองได้อย่างไม่หยุดนิ่งการพัฒนาตนเองจะทำให้เกิดเจตคติที่ดีต่อการทำงาน
ประการที่แปดความเก่งกล้าในความยืดหยุ่น
ความยืดหยุ่นของนักบริหารมืออาชีพคือการไม่ยืดติดกับสิ่งที่เป็นกฎเกณฑ์มากจนเกินความจำเป็นเพราะต้องเข้าใจว่าไม่มีสิ่งใดที่ถูกต้องและผิดเสมอไปในทุกโอกาสความยืดหยุ่นไม่ใช่ความลังเลหรือความไม่แน่นอนในหลักการแต่เป็นการเลื่อนไหลที่ทำให้การทำงานมีความสะดวกและคล่องตัวมากขึ้นในด้านความคิดที่ยืดหยุ่นจะทำให้นักบริหารมืออาชีพไม่ปิดกั้นตนเองเนื่องจากมีความเชื่อว่าทุกอย่างมีความเป็นไปได้และความเป็นไปได้เป็นโอกาสที่ดีเสมอการปฏิบัติงานที่ตายตัวไม่ได้ทำให้งานสำเร็จรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเสมอไป
ประการที่เก้าความเก่งกล้าในการบริหารเสน่ห์
ซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษของนักบริหารมืออาชีพด้วยการเป็นผู้ที่ได้รับความเชื่อถือและความไว้วางใจจากองค์การให้บริหารงานการทำให้ทุกคนที่ทำงานสามารถทำงานได้อย่างสะดวกสบายและมีความสุขในการทำงานคือการบริหารเสน่ห์นักบริหารมืออาชีพจะไม่กังวลและไม่เสียเวลาและสมองที่จะทุ่มเทให้แก่การทำงานมาบริหารเสน่ห์ตนเองเพียงเพื่อเอาใจผู้อื่นให้ชอบพอตนเองและหวังผลประโยชน์จากเสน่ห์ของตนเองการมุ่งมั่นในงานโดยไม่หวังผลตอบแทนส่วนตนเป็นเสน่ห์ที่อย่างหนึ่งที่ทำให้ทุกคนเข้ามาร่วมมือร่วมใจกันทำงานแต่อย่างไรก็ตามมักบริหารมืออาชีพตระหนักดีว่าผู้ซึ่งต้องดูแลให้งานสำเร็จเรียบร้อยทันตามกำหนดตามเป้าหมายและงบประมาณย่อมไม่สามารถทำตามใจทุกคนได้การถูกวิพากษ์วิจารณ์จึงเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปของการทำงาน
ประการที่สิบความเก่งกล้าในเรื่องมนุษยธรรมกับการทำงาน
 โลกของธุรกิจทุกประเภทต้องสร้างผลกำไรธุรกิจการศึกษาก็เช่นกันแต่กำไรที่พึงได้จากธุรกิจการศึกษาไม่เช่นเป็นแค่เงินตราแต่ต้องเป็นประสิทธิภาพของผลผลิตที่เป็นผู้เรียนซึ่งเป็นคน มนุษยธรรมในการถ่ายทอดวิชาความรู้การอบรมสั่งสอนและการมีความเมตตาสงสารและให้ความช่วยเหลือเพื่อให้สามารถพัฒนาองค์ความรู้ตามจุดประสงค์ของการศึกษาส่วนหนึ่งและความเป็นธรรมในการบริหารจัดการด้านการเรียนการสอนอีกส่วนหนึ่งต่างต้องการความเป็นธรรมในการดำเนินกิจกรรมด้วย
ในทางกลับกันชมพูนุชอัครเศรณี(2547) กล่าวว่าผู้ที่ไม่ใช่มืออาชีพว่าเป็นผู้ที่ลักษณะของการแสดงพฤติกรรมในรูปแบบต่างที่อ่อนด้อยดังนี้
1.      ไม่มีบุคลิกลักษณะของความน่าเชื่อถือ
2.      ไม่มีจุดยืนไม่มีความมุ่งมั่น
3.      ปราศจากภาพรวมวิสัยทัศน์ปณิธานและแนวทางในการทำงาน
4.      ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องงานได้เมื่อถึงเวลาและไม่สามารถคิดหาทางออกได้เมื่อในสถานการณ์ที่ต้องการการคิดและการตัดสินใจอย่างเฉียบขาด
5.      ทำงานอย่างขอไปที ไม่ตั้งใจ และไม่ใส่ใจในการทำงาน
6.      ลองดียั่วยุท้าทายหรือกลั่นแกล้งเพื่อนเจ้านายและลูกน้อง
7.      พูดในเชิงลบเสมอ ให้ร้ายใส่ความผู้อื่น
8.      คำนึงถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวมากกว่าเรื่องหลักเกณฑ์และงาน
9.      ยอมให้อารมณ์และความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผลทั้งในการตัดสินในและในการลงมือปฏิบัติงาน
10.ไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง แต่มักมีข้ออ้างข้อแก้ตัวและจะไม่สามารถแก้ไขความผิดพลาดได้
11.มองว่าผู้อื่นได้ค่าตอบแทนมากกว่าตนโดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงด้านความสามารถในการทำงานตนเองและผู้อื่น
12.สนับสนุนลูกน้องและผู้อ่อนอาวุโสในทางที่เป็นผลเสียต่อองค์การ
 
โดยสรุปแล้วพฤติกรรมผู้บริหารมืออาชีพที่กล่าวมานี้ย่อมแสดงถึงลักษณะนิสัยที่ต้องได้รับการลับให้คมด้วยการฝึกฝนและพัฒนาตนเองเพื่อการเข้าสู่การเป็นนักบริหารที่แท้จริงลักษณะนิสัยของบุคคลบางประการอาจเป็นตัวบ่อนทำลายประสิทธิภาพของการทำงานของบุคลากรและนำความเสียหายในด้านผลประกอบการของหน่วยงานด้วยดังนั้นการเป็นนักบริหารมืออาชีพจึงต้องมีการตระหนักรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

 
ตอนการเรียนรู้ที่ 3
      รูปแบบภาวะผู้นำ
 
รูปแบบภาวะผู้นำโดยทั่วไปแล้วมีการจำแนกไว้หลายประเด็นความคิดจึงมีหลากหลายรูปแบบการศึกษาภาวะผู้นำในบริบทที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานตามภารกิจขององค์การ   ภาวะผู้นำของผู้บริหารเป็นความเชื่อของผู้บริหารที่ต้องการนำมาใช้เพื่อการนำองค์การนั้นสู่เป้าหมายและการศึกษาผู้นำที่มีผลกระทบต่อผู้การปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานภายใต้การบังคับบัญชาด้วยเช่นกัน
 
3.1 ธรรมชาติของภาวะผู้นำทางการศึกษา
 
การบริหารงานด้านการศึกษาต้องการนักบริหารที่มีภาวะผู้นำทางการศึกษาสูงซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการเป็นนักบริหารมืออาชีพที่สามารถขับเคลื่อนให้งานด้านการศึกษา มุ่งสู่จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาเพื่อสร้างและจุดประกายให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุดตามศักยภาพขององค์กรหล่อเลี้ยงให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทั้งในระดับโลกและท้องถิ่น(Caldwell,  2000)
 
แคทซ์และคาห์น(Katz and Kahn, 1978)  กล่าวถึงธรรมชาติและภาวะผู้นำที่มีความหมายต่อองค์การว่าประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการได้แก่ 
1) ลักษณะของงานหรือตำแหน่ง 
2) คุณลักษณะเฉพาะของบุคคล และ
3) แบบแผนพฤติกรรมที่กระทำในสภาพที่แท้จริง
แต่ในองค์การทางการศึกษาจะพบว่าประกอบด้วยบุคคลที่ไม่มีอำนาจสั่งการซึ่งอยู่ในตำแหน่งอย่างเป็นทางการแต่ก็อาจเป็นผู้ที่มีอิทธิพลและมีอำนาจเหนือผู้อื่นและผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่เป็นผู้นำก็อาจจะไม่ได้ใช้อำนาจนั้นหรือไม่มีอิทธิพลต่อผู้อื่นก็ได้ดังนั้นภาวะผู้นำทางการศึกษาจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบด้านตำแหน่งพฤติกรรมหรือคุณสมบัติของผู้นำเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบด้านสถานการณ์และด้านอื่นอีกหลายประการ 
โทมัส(Thomas, 1988)และเดย์(Day, 1988) กล่าวว่าภาวะผู้นำในสถานศึกษาเป็นหลักสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจและเกิดการพัฒนาองค์การภาวะผู้นำทางการศึกษามีผลกระทบต่อองค์การทางการศึกษาอย่างเด่นชัด  
เบนนิส(Bennis, 1989)  กล่าวว่าผู้นำทางการศึกษามีความสำคัญที่เป็นพื้นฐานอย่างน้อย3 ประการคือ
ประการแรกเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อประสิทธิภาพขององค์การ ความสำเร็จขององค์การขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้นำที่รับรู้ได้ 
ประการที่สองการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปทำให้เกิดความสำคัญของการมีหลักยึดเหนี่ยวและเป้าประสงค์นำทางผู้นำคือผู้ที่เข้ามาเติมให้เต็มและ
ประการที่สามโรงเรียนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาในระดับชาติบทบาทหลักของผู้นำทางการศึกษาก็คือการแบ่งเบาภาระที่เกี่ยวข้องกับสาธารณชน
 
3.2  รูปแบบภาวะผู้นำตามทฤษฎีภาวะผู้นำ
จากการศึกษาวิจัยได้จำแนกภาวะผู้นำตามคุณสมบัติที่เชื่อมโยงกับการนำองค์การ
3.2.1 รูปแบบภาวะผู้นำตามรูปลักษณ์(Trait) ซึ่งมุ่งจุดหมายไปที่รูปลักษณ์ที่สง่างามบุคลิกภาพท่าทางเป็นที่ประทับใจมีลักษณะของผู้มีบุญและน่าเกรงขาม(The great person) รูปแบบภาวะผู้นำนี้ยังเป็นที่นิยมให้มีการฝึกลักษณะต่างเพื่อการเข้าสังคมการเจรจาและการสื่อสารมารยาททางสังคมรวมทั้งการแต่งกายแต่อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเปลือกภายนอกที่ทำให้ผู้นำมีความแตกต่างจากผู้ตามเมื่อปรากฏกายต่อหน้าสารธารณชนแต่ยังเป็นที่สงสัยในศักยภาพในการนำองค์การสู่ความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ
3.2.2  รูปแบบภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรม(Behavioral leadership) ซึ่งมีความคิดว่าการภาวะผู้นำคือพฤติกรรมการควบคุมการทำงานและจัดการทรัพยากรให้สามารถใช้งานได้ภายใต้ภาวะของผู้นำนี้มีการศึกษาของมิชิแกนและโอไฮโอเสตทซึ่งจากการศึกษาที่พยายามจะชี้ให้เห็นชัดเจนว่าภาวะผู้นำแบบใดจะให้ผลดีต่อการทำงานจากการสัมภาษณ์คนงานที่มีศักยภาพในการทำงานสูงและคนงานที่มีศักยภาพในการทำงานต่ำผลลานวิจัยพบว่าหัวหน้างานมุ่งคนเป็นศูนย์กลางจะมุ่งความสนใจให้ค่าตอบแทนด้วยสวัสดิการในทางตรงกันข้ามหัวหน้างานที่มุ่งงานเป็นสำคัญก็จะมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลักเช่นกันแต่จากการศึกษาพบว่าการมุ่งคนเป็นหลักทำให้ได้งานมากกว่าการมุ่งงานเป็นหลักซึ่งผลการศึกษานี้นำมาซึ่งการสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานแต่อย่างไรก็ตามจากการศึกษาต่อมาพบว่าความสมดุลของหัวหน้างานในทั้งด้านทำให้เกิดประสิทธิผลในการทำงานมากที่สุด
3.2.3  ภาวะผู้นำเชิงสถานการณ์(Contingency leadership) กล่าวว่าการปฏิบัติงานของกลุ่มที่มีประสิทธิผลขึ้นอยู่กับความเหมาะสมระหว่างรูปแบบปฏิกิริยาความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตามและสถานการณ์ขององค์การซึ่งเป็นการพิจารณาทั้งปัจจัยภายนอกและภายในองค์การซึ่งผู้บริหารองค์การต้องควบคุมและแก้ไข
     1) ภาวะผู้นำเชิงสถานการณ์ของฟีดเลอร์(Fiedler 1971) กล่าวถึงรูปแบบภาวะผู้นำมีความสำคัญต่อสถานการณ์ดังนั้นรูปแบบของผู้นำต้องสอดคล้องกับสถานการณ์
รูปแบบของการนำได้แก่ 1) การนำด้วยความสัมพันธ์กับการจูงใจ2) การนำด้วยงานกับแรงจูงใจ3) การนำด้วยเสรีภาพทางสังคม ส่วนสถานการณ์ของการนำได้แก่1) สถานการณ์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสถานการณ์2) สถานการณ์ด้านโครงสร้างงาน3) สถานการณ์ด้านอำนาจของตำแหน่ง
2) ภาวะผู้นำเชิงสถานการณ์ของเฮอร์เซและบลังชาร์ด(Hersey and Blanchard) กล่าวว่าผู้ตามเป็นปัจจัยที่สำคัญของสถานการณ์และเป็นสิ่งที่ตัดสินพฤติกรรมของผู้นำตามระดับความพร้อมของผู้ไต้บังคับบัญชาซึ่งมีความแตกต่างกันแบ่งออกได้เป็น2 ลักษณะคือ1) มีความสามารถมีทักษะ2) มีความเต็มใจและมุ่งมั่นส่วนรูปแบบของการนำมี4 ประการคือ1) นำโดยการบอกกล่าว 2)  นำโดยการขายความคิด 3)  นำโดยการมีส่วนร่วม 4)  นำโดยการมอบหมายงาน
การนำในรูปแบบที่1 จะเหมาะกับความพร้อมของผู้ตามที่มีความพร้อมต่ำเพราะผู้ตามไม่มีความสามารถหรือไม่มีความตั้งใจที่จะรับผิดชอบในงานของตนส่วนการนำในรูปแบบที่2 และรูปแบบที่3 จะเหมาะสมกับผู้ตามที่ที่มีความพร้อมปานกลางการนำในรูปแบบที่1 จะเหมาะสมกับผู้ตามที่มีความพร้อมสูง
3)  ภาวะผู้นำเชิงสถานการณ์ของวรูมเยตตันจาโก(Vroom Yetton Jago) เป็นภาวะผู้นำเชิงวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อการตัดสินใจโดยยึดหลักของการตัดสินใจดังนี้1) คุณภาพของการตัดสินใจ2) การยอมรับการตัดสินใจ 3) การมุ่งความสำคัญที่การพัฒนาพนักงาน4) การมุ่งความสำคัญที่เวลาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรูปแบบของการนำได้แก่1) รูปแบบการนำแบบมีส่วนร่วมในการนำ2) รูปแบบการนำแบบตั้งคำถามเพื่อวิเคราะห์ปัญหาเช่นคำถามตามความต้องการของคุณภาพ(Quality requirement) รูปแบบคำถามเพื่อต้องการความร่วมใจ. (Commitment requirement) คำถามที่ผู้นำต้องการแสวงหาข้อมูล(Leaders’ information requirement)  คำถามที่เป็นโครงสร้างของปัญหา คำถามที่ต้องการให้ลูกน้องมีส่วนร่วม คำถามที่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันคำถามเพื่อสลายความขัดแย้งคำถามที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับลูกน้องและ3)  รูปแบบการนำแบบให้ทางเลือกเพื่อนำมาสู่การตัดสินใจ  
3.2.4 ภาวะผู้นำที่มีความสามารถพิเศษ(Charismatic Leadership) ภาวะผู้นำที่มีความสามารถพิเศษคือภาวะที่เกิดจากความสามารถพิเศษส่วนตัวของผู้นำที่มีผลอย่างยิ่งต่อผู้ตามเช่นมีลักษณะที่สร้างแรงบันดาลใจให้บุคคลเข้าร่วมมือในการทำงานจะมีลักษณะความน่าเกรงขามความน่าเคารพนับถือก่อให้เกิดความจงรักภักดีให้ความรู้สึกว่าสามารถพึ่งพึงได้ทำให้เกิดอำนาจในตัวผู้นำ3 ประการได้แก่ 1) อำนาจจากความเชี่ยวชาญ 2) อำนาจจากการอ้างอิง 3) อำนาจจากการมีส่วนร่วมในงาน  
3.2.5 ภาวะผู้นำการปฏิรูป (Transformational Leadership) เป็นภาวะผู้นำที่อยู่เหนือการนำในระดับปกติประจำวันภาวะผู้นำการปฏิรูปจะเกิดขึ้นเมื่อผู้นำเริ่มปรับความคิดเกี่ยวกับผลประโยชน์ของผู้ตามให้กว้างขึ้นและยกระดับขึ้นโดยการให้เกิดความตระหนักถึงจุดประสงค์และพันธกิจของกลุ่มและพยายามทำให้ผู้ตามสามารถเข้ากันได้เพื่อจะได้ยกระดับประโยชน์ส่วนตนให้เป็นประโยชน์ของกลุ่มภาวะผู้นำการปฏิรูปประกอบด้วยมิติ4 ด้านคือด้านความสามารถพิเศษ(Charismatic) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ(Inspiration) ด้านการรู้สถานการณ์อย่างชาญฉลาด(Situational Intellectual) และด้านการรู้จักพิจารณารายบุคคล(Individualized Consideration)  
ภาวะผู้นำที่มีการนำมาเปรียบเทียบกับภาวะผู้นำการปฏิรูปคือแบบปฏิบัติการ(Transactional Leadership) ซึ่งเป็นภาวะผู้นำที่ปฏิบัติงานตามกิจวัตรที่เป็นการแลกเปลี่ยนกันระหว่างสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จในแต่ละวันกับผลที่จะได้รับระหว่างหัวหน้างานกับลูกน้องการแลกเปลี่ยนอาจจะเป็นการให้รางวัลเฉพาะเรื่องเป็นต้น
ในแต่ละรูปแบบที่มีการจัดกลุ่มเป็นทฤษฎีนั้นในระยะแรกภาวะผู้นำยึดถือของรูปลักษณ์เป็นความสำคัญแต่ต่อมาพบว่ารูปลักษณ์ภาวะผู้นำแต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายประสิทธิภาพของงานได้ดังนั้นการวิจัยต่อมาจึงแตกแขนงการศึกษาไปสู่การศึกษาพฤติกรรมผู้นำและพฤติกรรมตอบสนองของผู้ตามทั้งในด้านอารมณ์และการกระทำแต่ภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมก็ไม่สามารถใช้ได้ในทุกสถานการณ์ดังนั้นภาวะผู้นำตามสถานการณ์จึงศึกษาวิธีการนำของผู้นำในสภาพการณ์ที่แตกต่างกันด้วยหลักการจัดการด้วยเงื่อนไขตามสถานการณ์และการจัดระบบภาระงานตามบทบาทและหน้าที่ชัดเจนให้แก่พนักงานซึ่งพบว่ายังไม่สามารถจุดประกายความกระตือรือร้นในการทำงานอย่างมีชีวิตและจิตใจได้หรือทำให้เกิดนวัตกรรมการทำงานแบบใหม่ที่จำเป็นในยุคโลกาภิวัฒน์ดังนั้นภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีความสามารถพิเศษที่เร้าใจให้ผู้ตามเกิดความใส่ใจและรู้สึกว่าเป็นเจ้าของงานความสำเร็จของงานอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความภาคภูมิใจร่วมกันก็เป็นแนวคิดที่ทำให้ผู้นำเกิดการตื่นตัวและปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการบริหารงาน
3.3 รูปแบบของภาวะผู้นำทางการศึกษา
ภาวะผู้นำทางการศึกษามีรูปแบบที่แตกต่างไปจากภาวะผู้นำขององค์การอื่นๆเพราะการบริหารการศึกษาเป็นรูปแบบการบริหารที่เกียวข้องกับความชำนาญการและทักษะในการจัดการด้านการศึกษานอกจากนี้ผู้นำทางการศึกษาจะต้องมีปรัชญาของการจัดการศึกษาที่ตอบสนองการพัฒนาเยาวชนเพื่อสังคมและประเทศชาติการจะนำองค์การทางการศึกษาไปสู่ความสำเร็จได้จึงต้องขึ้นอยู่กับแนวทางในการบริหารจัดการเรียนการสอนในวงการการศึกษาพบว่ารูปแบบภาวะผู้นำที่มีความหมายสำหรับการพัฒนาผู้เรียนและการจัดการเรียนการสอนได้แก่
·        ภาวะผู้นำแบบร่วมแรงร่วมใจ (Collaborative leadership) ของเทลฟอร์ด(Telford)
·        รูปแบบภาวะผู้นำแบบนักบริการ(Servant leadership)  ของกรีนลีฟ(Greenleaf)
·        รูปแบบภาวะผู้นำแบบหุ้นส่วน(Share holder leadership) ของบล็อก(Block)
·        รูปภาวะผู้นำแบบเพื่อนแท้(True good friend leadership) ของสุภัททาปิณฑะแพทย์(สุภัททาปิณฑะแพทย์, 2546,  2003) ซึ่งให้ความสำคัญต่อการประสานงานของผู้นำด้านการศึกษาที่มีศูนย์กลางของการพัฒนาอยู่ที่ผู้เรียน 
3.3.1 รูปแบบภาวะผู้นำแบบร่วมแรงร่วมใจ (Collaborative leadership) เทลฟอร์ด(Telford,1996) ได้ทำการศึกษาผู้นำทางการศึกษาที่สามารถพัฒนาระบบการทำงานของโรงเรียนสู่การบริหารจัดการให้แนวคิดว่าผู้นำทางการศึกษาไม่ใช่ผู้ที่จะบริหารจัดการองค์ความรู้ได้เสมอไปผู้ที่ทำให้หน้าที่จัดการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ให้แก่ผู้เรียนคือผู้สอนการบริหารจัดการโรงเรียนจึงต้องเข้าใจบทบาทของผู้สอนและผู้เรียนบทบาทของผู้นำในฐานะผู้บริหารที่ส่งผลให้เกิดการเรียนการสอนที่บรรลุเป้าหมายคือผู้นำที่มีคุณลักษณะของนักการศึกษามากกว่านักบริหารจัดการที่ต้องยึดถือกฎระเบียบที่เคร่งครัดการศึกษาภาวะผู้นำแบบร่วมแรงร่วมใจของ เทลฟอร์ด   ยึดกรอบความคิดและทฤษฎีการบริหารจัดการของโบล์แมนและดีล(Bolman and Deal) ที่จัดกรอบการบริหารเป็น4 ด้านคือ1) ด้านโครงสร้าง(Structural) 2) ด้านการเมือง(Political)   3) ด้านทรัพยากรมนุษย์(Human resource)  และ4)  ด้านสัญลักษณ์(Symbolic) 
3.3.2 รูปแบบภาวะผู้นำภาวะผู้นำนักบริการ (Servant leadership)  ของกรีนลีฟ(Greenleaf, 1995, pp. 1-7)  เป็นรูปแบบของผู้นำที่เน้นการให้การบริการผู้อื่นพนักงานลูกค้าและชุมชนเพื่อช่วยกันสร้างอำนาจการนำทางการศึกษาผู้นำที่มีความเชื่อในเรื่องของการบริการนั้นต้องเกิดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในอย่างเป็นธรรมชาติที่นำไปสู่การให้บริการและต้องมีความเชื่อว่าการให้บริการเป็นความสำคัญอันดับแรกการทดสอบว่าการบริการนั้นมีประสิทธิภาพคือพิจารณาว่าการให้บริการนั้นทำให้บุคคลพัฒนาขึ้นในขณะที่ได้รับการบริการบุคคลนั้นมีสุขภาพที่ดีขึ้นฉลาดขึ้นมีอิสระเพิ่มขึ้นมีการพึ่งพาตนเองได้มาขึ้นและพวกเริ่มที่จะกลายมาเป็นผู้ให้บริการมากขึ้นคุณสมบัติ10 ประการที่การนำไปสู่การเป็นผู้นำที่มีภาวะผู้นำแบบผู้ให้บริการ   ได้แก่ 1)  การฟัง 2)  การมีความเห็นใจ 3) การเยียวยา        4)  การตระหนักรู้   5)  การชักจูง   6)  การมีความคิดรวบยอด   7)  การมองเห็นภาพ   8)  การดูแล    9) การพร้อมร่วมใจ 10) การสร้างชุมชน ภาวะผู้นำแบบให้บริการนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นในการสนับสนุนให้งานด้านการบริหารการศึกษาเพื่อเป็นการบริหารเพื่อการเรียนการสอนจำเป็นต้องได้รับการบริการจากผู้นำและให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดความคิดอิสระสร้างสรรค์รูปแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ
3.3.3 รูปแบบภาวะผู้นำแบบหุ้นส่วน(Share holder leadership) ของบล็อก(Block, 1993) เป็นรูปแบบการนำแบบเป็นหุ้นส่วนก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งเพราะการบริหารเช่นนี้ทำให้ทุกคนมีภาวะผู้นำที่เท่าเทียมกันฐานะหุ้นส่วนระหว่างผู้นำกับกลุ่มสมาชิกด้วยความสัมพันธ์เชื่อมโยงในแนวทางที่ทำให้อำนาจระหว่างกันอยู่ในภาวะที่สมดุลในการบริหารด้านการศึกษารูปแบบของการความคิดของบล็อกในการกำหนดภาวะผู้นำในรูปแบบของการเป็นหุ้นส่วนต่อกันเป็นแนวคิดที่นำไปสู่การมอบอำนาจและการทำงานเป็นทีมในการบริหารจัดการลักษณะของการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนมีความสำคัญในด้านการบริหารการศึกษาเนื่องจากการศึกษาเป็นงานพัฒนาผู้เรียนดังนั้นการออกแบบการจัดการเรียนการสอนมุ่งไปสู่ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในตัวผู้เรียนอย่างความเป็นอิสระทางวิชาการลักษณะที่จำเป็นของภาวะผู้นำแบบเป็นหุ้นส่วนต่อกันได้แก่
- การสร้างยุทธศาสตร์ในการสนทนาการแลกเปลี่ยนจุดมุ่งหมาย(Strategic conversation) ในการเป็นหุ้นส่วนกันนั้นสมาชิกทุกคนจะมีความรับผิดชอบในการให้ความหมายของวิสัยทัศน์และคุณค่าด้วยการสนทนากันในทุกระดับ   และมีผู้นำเป็นผู้ทำหน้าที่นำทุกคนให้มาเกาะเกี่ยวกันในภาพกว้างของวิสัยทัศน์
- การให้อิสระทางด้านความคิด(Freedom of choices)  การให้ข้อคิดที่แตกต่างให้ทุกคนใช้สิทธิในการออกความคิดเห็น ในความเชื่อที่ว่าคนเราอาจมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันดังนั้นการมีความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นเสียงหนึ่งที่ควรสนใจ
- การสร้างความน่าเชื่อถือร่วมกัน(Accountability)ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ละคนสร้างความน่าเชื่อถือต่อความสำเร็จและความล้มเหลวร่วมกัน
- การมีความบริสุทธิ์ใจต่อกันอย่างสมบูรณ์(Mutual trust) ต้องพูดความจริงเมื่อมีการกระจายอำนาจออกไปทุกคนต้องพูดความจริงเพื่อที่จะทำให้ความรู้สึกไม่มั่นคงลดน้อยลง
3.3.4 ภาวะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์(Strategic leadership) จากการศึกษาภาวะผู้นำที่สามารถนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในองค์กรได้อย่างประสบความสำเร็จโดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับระบบการเรียนการสอนในภาพรวมของเกสตัลท์ที่จะสร้างให้สถาบันการศึกษาเป็นสังคมของการเรียนรู้ความสามารถของผู้นำที่มียุทธศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็นในยุคที่การเรียนรู้เสมือนจริงได้เกิดขึ้นในโลกของการศึกษาผู้นำที่มีภาวะผู้นำที่สามารถนำการเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจจากการสัมภาษณ์ของตัวผู้นำและจากการรับรู้ของผู้บริหารและคณาจารย์ในสถาบันของตนจะสามารถทำให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้นำภายใต้แนวคิดและการปฏิบัติของคาล์ดเวลล์(Caldwell, 2000) ซึ่งได้นำเสนอยุทธศาสตร์5 ประการดังนี้
ประการที่หนึ่งคือการมีวิสัยทัศน์ของผู้นำและการได้รับการยอมรับว่ามีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาเพื่อมวลชนเพื่อการพัฒนาประเทศผู้บริหารเป็นผู้ที่ใฝ่รู้ศึกษาแนวทางการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศและสามารถนำมาประยุกต์ใช้
ประการที่สองคือด้านการสื่อสารข้อมูลและแนวคิดนั้นผู้บริหารต้องเป็นผู้ที่มีทักษะในการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างดีตลอดจนต้องสร้างช่องทางในการสื่อสารให้หลากหลายเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ให้เด่นชัดทักษะในการสื่อสารซึ่งได้แก่การพูดสนทนานั้นผู้บริหารจำเป็นต้องรู้จักธรรมชาติของมนุษย์ในและวัฒนธรรมในการทำงาน การให้เกียรติซึ่งกันและกันในการสื่อสารพูดจามีความสำคัญยิ่งจะพบว่าการพูดให้ข้อมูลที่ชัดเจนเป็นสิ่งที่ผู้นำต้องกระทำ   การสื่อสารแบบถึงตัวบุคคลเป็นทางเลือกที่ผู้นำจำเป็นต้องนำมาใช้เมื่อต้องการผลลัพธ์ที่ตอบสนองได้ฉับไวโดยใช้ยุทธศาสตร์การสื่อสาร(Strategic conversation)
การใช้ผู้แทนที่มีผู้ยอมรับนับถือในกลุ่มเป็นตัวแทนในการสื่อสารให้ทำหน้าที่นี้อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการสื่อสารแบบไม่เป็นทางการการใช้วาทศิลป์เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความประนีประนอมยอมอ่อนตามนอกจากนี้การให้การยกย่องชมเชยให้การยอมรับและให้ความเชื่อถือก็เป็นสิ่งที่นำไปสู่การสื่อสารที่ได้ผลดี
            ประการที่สามคือด้านการร่วมมือการปฏิบัติต่อกันก่อให้เกิดความร่วมมือหรือขัดแย้งได้เท่ากันการพูดที่แสดงความเป็นกันเองมีความสำคัญยิ่งต่อการสร้างเครือข่ายของการทำงาน
การแสดงความอ่อนน้อมต่อกันในบางวัฒนธรรมการแสดงออกแบบญาติพี่น้องเป็นวัฒนธรรมที่ยึดถือกันอยู่จะเห็นได้จากการใช้สรรพนามในการพูดคุยกันที่จะบ่งชี้ระดับของความสนิทสนมกันซึ่งแสดงงออกด้วยการพบปะกันการช่วยเหลือในเรื่องส่วนตัวซึ่งมักจะเข้ามาปะปนกับการทำงานอยู่เสมอการแสดงความเอื้อเฟื้อด้วยการให้ของรางวัลเป็นการแสดงน้ำใจการแสดงความเป็นเพื่อนที่สามารถตักเตือนหรือพูดจากันได้เป็นความภาคภูมิใจของเฉพาะตัวบุคคล
การมีลักษณะของความอ่อนข้อให้อภัยใจเย็นเป็นคุณลักษณะที่เป็นรูปแบบที่ต้องการซึ่งผู้นำอาจมีความแตกต่างกันและเหมือนกันในบางประเด็นเช่นการใช้ความเงียบนิ่งเฉยไม่โต้ตอบสยบความขัดแย้งแต่ยังคงเดินหน้าทำไปเรื่อยซึ่งทำให้ผู้โต้แย้งเกิดความลังเลไม่แน่ใจและเมื่อพบว่าการโต้แย้งไม่มีผลก็จะหันกลับมาร่วมมือแม้จะไม่เต็มใจก็ตามหรือการโต้ตอบแบบเปิดเผยโดยลงมือกระทำให้เป็นแบบอย่างซึ่งสร้างให้เกิดการต่อสู้เพื่อเอาชนะให้ได้ในเชิงวิชาการและการทำงานก็เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นในวงการศึกษาการใช้อำนาจตัดสินเด็ดขาดลงไปและทำโทษอาจไม่ได้ผลดีแต่การทำให้ผู้ต่อต้านยอมรับน้ำใจและความรู้สึกที่ดีด้วยความยุติธรรมโดยส่วนรวมเป็นแนวทางหนึ่งในการเป็นผู้บริหารที่ดี
ประการที่สี่คือการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาและมีความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริงสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชนให้ชุมชนมีความเชื่อถือในคุณภาพของการจัดการศึกษาและให้สถาบันเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนได้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชนจะทำให้เกิดการช่วยเหลือสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นในการจัดการเรียนรู้ในด้านศิลปวัฒนาธรรมที่ต้องสืบสานรวมทั้งภูมิปัญญาชาวบ้านซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ประการที่ห้าคือการควบคุมดูแลและการประเมินคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและบริการให้บริการทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพจะต้องมีการประเมินคุณภาพของการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะกับผู้เรียนด้วยระบบการประเมินแบบครบวงจรการประเมินต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนคือเพื่อการพัฒนาให้การจัดการเรียนการสอนมีคุณภาพและทันต่อเหตุการณ์
3.3.5 รูปแบบภาวะผู้นำแบบเพื่อนแท้(KaLaYaNaMiTr; True good friend leadership) ของสุภัททาปิณฑะแพทย์(2003) ในวงการการศึกษานั้นการทำงานเป็นการสร้างคุณค่าเพื่อการพัฒนาคนผลกำไรคือการสร้างคนให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขทุกคนที่เกี่ยวข้องจึงมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการพัฒนาผู้เรียนให้ก้าวทันโลกในการทำงานรูปแบบพฤติกรรมผู้นำที่นำความสำเร็จในการบริหารงานคือรูปแบบที่เป็นเพื่อนร่วมอาชีพที่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันมีให้ความช่วยเหลือสนับสนุนและมีความจริงใจต่อกันเอื้ออาทรมีมิตรภาพที่กลมเกลียวกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยกันนำไปสู่การบริหารจัดการในยุคที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคข้อมูลข่าวสารคุณลักษณะสรุปของภาวะผู้นำในฐานะเพื่อนแท้เมื่อนำมารวมกลุ่มพฤติกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังนี้มีความรู้ทักษะและความสามารถ(K = Knowledge) ให้ความรักใคร่และเป็นมิตรเอื้ออาทร(L= Loving care) ทำให้เกิดผลตอบแทนตามผลลัพธ์(Y = Yield)  ให้การสนับสนุนที่จำเป็น(N= Need) ยึดถือทางสายกลาง(M= Middle way) สร้างการทำงานเป็นทีม(T=Team) การพัฒนาให้เกิดภาวะผู้นำในรูปแบบนี้จะต้องมีฐานของการพัฒนามาจากภาวะผู้นำแบบธรรมะของพระธรรมปิฎกประยุทธปยุตโตซึ่งเป็นที่มาของฐานอำนาจ4 ประการคือฐานอำนาจที่เกิดจากความฉลาดรอบรู้(Wisdom Power) ฐานอำนาจที่เกิดจากความพยายาม(Effort Power) ฐานอำนาจที่เกิดจากความเมตตา(Kindliness Power) และฐานอำนาจที่เกิดจากการไม่ประพฤติผิด (Faultiness Power)
3.3.6 รูปแบบภาวะผู้นำแบบประสานให้พากันไปพระธรรมปิฎก (ประยุทธปยุตโต. 2540 หน้า9-12) กล่าวว่าเป็นรูปแบบที่ใช้ความสัมพันธ์แบบประสานตัวระหว่างผู้นำและผู้ร่วมที่ไปด้วยการประสานตัวกันมีลำดับขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่1 เริ่มต้นด้วยการที่ตนเองต้องมีคุณงามความดีความรู้และความสามารถเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นในหมู่คนเพื่อให้เกิดความมั่นใจในตัวผู้นำที่เชื่อว่าผู้นำจะสามารถแก้ปัญหานำพวกเขาไปได้จนถึงจุดหมายซึ่งทำให้พอใจเต็มใจและอยากเข้าร่วมไปด้วยความศรัทธาที่เกิดขึ้นทำให้ไม่ต้องแสดงตนว่าเป็นผู้นำแต่จะเป็นผู้นำโดยเขาอยากให้นำ
ขั้นที่2 ผู้นำจะต้องเริ่มทำให้ผู้ร่วมไปด้วยเกิดความมั่นใจในตนเองว่ามีศักยภาพมีทุนแห่งความสามารถที่จะเอามาปรับจัดและพัฒนาให้สามารถทำกิจการงานได้สำเร็จคือสามารถเข้าร่วมไปด้วยกันได้ให้มีความมั่นใจว่าจะร่วมไปด้วยกันได้
ขั้นที่3 ช่วยให้ผู้ร่วมไปด้วยกันประสานกันเองคือชักนำให้เกิดความสามัคคีพร้อมเพรียงกันทั้งประสานมือและประสานใจซึ่งมีความสำคัญในการที่จะอยู่ร่วมกันซึ่งต้องการความกลมเกลียวมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันร่วมจิตร่วมคิดร่วมใจซึ่งเป็นหลักใหญ่ที่ต้องการหลักธรรม
ขั้นที่4 ประสานคนกับสิ่งที่จะทำ หรือประสานคนกับงานนอกจากจะให้เขามั่นใจในตนเองแล้วต้องสร้างความมั่นใจในการงานด้วยหรือสิ่งที่จะทำด้วยว่าสิ่งนี้ดีแน่งานนี้จะทำให้เกิดประโยชน์สุขตามที่มุ่งหมายอย่างแท้จริงสร้างให้เขาเกิดความมั่นใจในคุณค่าของงานจนทำให้อยากทำและรักงานที่ทำซึ่งจะนำไปสู่ความตั้งใจทำงาน
ขั้นที่5 ประสานความตั้งใจในการทำงานให้เกิดกำลังใจในการทำงานคือทำให้เกิดเป็นพลังใจที่ทำให้มีการขับเคลื่อนเกิดความกระตือรือร้นและตื่นตัวอยู่เสมอทางพุทธศาสนาเรียกว่ามีความไม่ประมาทไม่เฉื่อยชาแม้ว่าความรักงานจะทำให้คนมีกำลังใจในการทำงานแต่บางทีถ้าไม่หนุนให้กำลังขึ้นไปบ้างก็อาจจะเกิดอาการเสื่อมถอยลงได้ดังนั้นจึงต้องพยายามคงไว้ทั้งความรักงานตั้งใจทำงานและกำลังใจเข้มแข็งที่จะสู้งานบุกฝ่าไปข้างหน้าไม่ย่อท้อไม่ท้อถอยและไม่ท้อแท้
ขั้นที่6 ประสานประโยชน์สุขแก่คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือคนที่ร่วมไปด้วยกันดังนั้นผู้นำต้องพยายามให้คนที่ร่วมงานร่วมอยู่ได้พัฒนาตนเองอยู่เสมอซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากไม่ใช่แต่เพียงให้เขาสละกำลังร่วมทำงานแต่จะต้องหาวิธีการส่งเสริมสนับสนุนเอื้อโอกาสให้เขาได้พัฒนาให้เกิดความเจริญแก่ตนเองซึ่งจะเป็นผลย้อนกลับทำให้มาสู่องค์การเพราะเมื่อเขาเก่งขึ้นดีขึ้นก็จะทำงานได้ผลดีขึ้นมีความสุขมากขึ้นมีชีวิตที่ดีงามบรรลุผลประโยชน์อย่างแท้จริง
รูปแบบภาวะผู้นำของพระธรรมปิฎกนี้เป็นภาวะผู้นำที่นำหลักธรรมที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์เพื่อให้มนุษย์มีความสุขในการทำงานและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนให้แก่ชีวิตด้วยเป็นการให้ผู้นำสร้างความศรัทธาและความเชื่อต่อผู้นำและต่อผู้ร่วมไปด้วยกันจึงเป็นรูปแบบที่สร้างความสมดุลต่อภาวะผู้นำและผู้ตาม
            รูปแบบของความเป็นผู้นำทางการศึกษาอาจต้องมีการผสมผสานกับรูปแบบภาวะผู้นำแบบต่างเพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพในการนำสถาบันการศึกษาให้ประสบความสำเร็จก้าวหน้าและเป็นที่น่าเชื่อถือผู้นำทางการศึกษาคือผู้นำของผู้ใต้บังคับบัญชานักเรียนผู้ปกครองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและชุมชนการเป็นผู้นำที่มีความน่าเชื่อถือจะสามารถนำการพัฒนามาสู่เยาวชนและบุคคลในชุมชนได้

 
ตอนการเรียนรู้ที่ 4
         แนวการบริหารในระบบราชการไทย
 
            การบริหารงานราชการคือการดำเนินการโดยรัฐที่ให้มีการบริหารจัดการที่มุ่งให้บริการในด้านต่างแก่ประชาชนเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยโดยให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญในระบอบการปกครองของประเทศนั้นสำหรับประเทศไทยนั้นยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ
4.1 เป้าหมายของการบริหารราชการ
การบริหารในระบบราชการไทยนั้นได้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี .. 2546  โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ (มาตรา5)   ในหมวด1 ซึ่งว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มาตรากล่าวว่าการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมายดังต่อไปนี้
   (1)  เกิดประโยชน์สุขของประชา
   (2)  เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
   (3)  มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
   (4)  ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น
   (5)  มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์
   (6)  ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ
   (7)  มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ
           
4.2 หลักในการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้จัดทำคู่มือการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจบ้านเมืองและสังคมที่ดี..2542 เพื่อสะท้อนภาพของการบริหารจัดการที่ดีในองค์กรไว้เป็นแนวทางยึดถือปฏิบัติคำว่าหลักการของการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีมีคำที่ใช้เรียกทั่วไปว่าหลักธรรมาภิบาลหรือหลักธรรมรัฐ(Good Governance)  หลักการนี้ต้องการให้นักบริหารยึดถือความเป็นธรรมมุ่งเน้นการทำงานที่ก่อให้เกิดผลอย่างเต็มศักยภาพ  
หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีมีอยู่ 6 ประการได้แก่หลักนิติธรรมหลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักความมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ   และหลักความคุ้มค่า(สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, 2544)
4.2.1    หลักนิติธรรม หมายถึงการตรากฎหมายที่ถูกต้องเป็นธรรม การบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย การกำหนดกฎกติกาและการปฏิบัติตามกฎกติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพความยุติธรรมของสมาชิก
ผู้บริหารที่ใช้หลักนิติธรรมในการบริหารจัดการจะยึดกฎระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด เช่น มีการควบคุมดูแลให้ข้าราชการและบุคลากรทุกคนทำมาทำงานตรงเวลา มีการให้บริการแก่นักเรียน ผู้ปกครองชุมชน และผู้ที่เข้ามาติดต่อราชการอย่างเสมอภาคกัน เป็นต้น
4.2.2       หลักคุณธรรมหมายถึงการยึดมั่นในความถูกต้องดีงามการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัยประจำชาติ
ในระดับองค์กร หมายถึง การที่ผู้บริหารต้องยึดถือปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างที่ดีโดยรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดหลักนี้ในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นตัวอย่างแก่สังคมและส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกันเพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์จริงใจขยันอดทนมีระเบียบวินัยประกอบอาชีพสุจริตเป็นนิสัยประจำชาติ
4.2.3       หลักความโปร่งใสได้แก่การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติโดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกวงการให้มีความโปร่งใสมีการเปิดเผย
ในการให้ข่าสารข้อมูลนั้นต้องให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์และต้องกระทำอย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกและมีกระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องชัดเจนได้
4.2.4       หลักความมีส่วนร่วมได้แก่การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความคิดเห็นในการตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศไม่ว่าด้วยการแจ้งความเห็นการไต่สวนสารธารณะการประชาพิจารณ์การแสดงประชามติหรืออื่น
การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นต้องการให้เกิดการร่วมมือร่วมใจในข้อตกลงที่กระทำร่วมกันเป็นการกำหนดมติร่วมกันก่อนที่จะมีการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่สำคัญของประเทศและปัญหาที่มีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง
4.2.5       หลักความรับผิดชอบได้แก่การตระหนักในสิทธิหน้าที่ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคมการใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและกระตือรือร้นในการแก้ปัญหาตลอดจนการเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่จะยอมรับผลงานการกระทำของตน
รัฐมีหน้าที่เช่นเดียวกันกับประชาชนทุกคนที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบต่อความสงบสุขร่มเย็นของประเทศและความดำรงไว้ของชาติศาสนาพระมหากษัตริย์และร่วมกันบำรุงรักษาสิ่งที่เป็นสาธารณะประโยชน์ของบ้านเมือง
4.2.6       หลักความคุ้มค่าได้แก่การบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรที่จำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สุดสุดแก่ส่วนรวมโดยรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัดใช้ของอย่างคุ้มค่าสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกและรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติได้สมบูรณ์ยั่งยืน
รัฐต้องบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยส่วนรวมและต้องสร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุขและใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า
 
4.3 หลักการของการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษา
เนื่องจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ.. 2542 กำหนดให้มีการบริหารจัด
การศึกษาซึ่งเป็นการบ่งบอกแนวทางในการบริหารจัดการดังนี้คือ
(1) การกระจายอำนาจเป็นหลักการที่มุ่งให้มีการควบคุมดูแลร่วมกันให้อำนาจการบริหารงานเพื่อให้เกิดทีมงาน
(2) การมีส่วนร่วมเป็นหลักให้มีการปรึกษาหารือมีการสื่อสารและร่วมกันพิจารณาเพื่อศึกษาหาแนวทางที่เหมาะสมและเป็นไปได้ภายใต้กรยอมรับร่วมกันและ
(3) การประกันคุณภาพ เป็นหลักที่มุ่งผลลัพธ์ที่สามารถนำมาประเมินด้วยตัวชี้วัดเชิงคุณภาพเพื่อการพัฒนา
 
ดังนั้นเพื่อให้การบริหารจัดการด้านการศึกษามีความสอดคล้องกันในหลักการดังกล่าวสำนักงานปฏิรูปการศึกษาจึงได้นำมาเป็นเจตนารมณ์ให้นักบริหารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้ยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ9 หลักดังนี้
1)       หลักประสิทธิผลหมายความว่าจุดเน้นของการบริหารอยู่ที่เป้าหมายผลงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเอกภาพและมาตรฐานคุณภาพของการศึกษานั่นคือนักบริหารต้องกำหนดเป้าหมายของผลงานที่ชัดเจนสามารถวัดและประเมินได้ในเชิงปริมาณและคุณภาพตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้
2)       หลักประสิทธิภาพหมายความว่าการปฏิบัติงานต้องมีความถูกต้องรวดเร็วคล่องตัวและการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพตรงตามวัตถุประสงค์ของการดำเนินการความมีประสิทธิภาพสามารถวัดได้จากปริมาณงานและคุณภาพของงานเปรียบเทียบกับทรัพยากรที่สูญเสียและความพึงพอใจของลูกค้า
3)       หลักความคุ้มค่าหมายความว่าการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานนั้นก่อให้เกิดผลดีมีความค่ากับเงินงบประมาณที่ลงทุนมีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
4)       หลักการเปิดเผยโปร่งใสหมายความว่ากรับวนการทำงานต้องเป็นที่รับรู้รับทราบของผู้ที่เกี่ยวข้องตามระดับความจำเป็นเรื่องใดที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใดต้องให้ผู้นั้นได้มีโอกาสรับทราบข้อมูลการทำงานทุกขั้นตอนต้องวางอยู่บนหลักการของเหตุผลมีข้อมูลสนับสนุนที่ตรวจสอบได้การเปิดเผยข้อมูลมีความจำเป็นต้องระวังมิให้เกิดผลกระทบในทางเสียหายต่อผู้อื่นหรือล่วงละเมิดสิทธิส่วนตัว
5)       หลักความรับผิดชอบคำว่ารับผิดชอบมีความหมาย2 ประการคือประการแรกเป็นการรับผิดโดยเป็นผู้กระทำซึ่งต้องมีการมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงให้ทำและประการที่สองคือความรับผิดชอบตามบทบาทและหน้าในการกำกับดูแลเป็นการรับผิดชอบทั่งกระบวนการและผลงานที่เกิดขึ้น
6)       หลักความเป็นธรรมหมายว่าเป็นธรรมทั้งในระดับบุคคลสังคมและประเทศชาติหลักเกณฑ์และรูปแบบวิธีการบริหารงานบุคคลต้องมีความเสมอภาคไม่มีการกีดกันไม่เลือกปฏิบัติหรือเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลเฉพาะกลุ่มและปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติด้วย
7)       หลักการมีส่วนร่วมหมายความว่าการบริหารจัดการควรให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้ร่วมตัดสินใจอาจมีส่วนร่วมในรูปแบบของตัวแทนหรือคณะกรรมรรมการการแสดงความคิดเห็นและการให้ความสนับสนุนก่อให้เกิดคามร่วมมือร่วมใจกันทำการและเป็นสิ่งที่สามารถขจัดข้อขัดแย้งได้
8)       หลักการมอบอำนาจหมายความว่าให้มีอิสระในการตัดสินใจในบางเรื่องและในงานบางอย่างการมอบหมายทำให้ผู้ได้รับการสอบหมายสามารถตัดสินใจและแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องภายใต้ดุลยพินิจของตนเช่นการมอบอำนาจในการจัดการเรียนการสอนให้แก่ครูหรือการมองอำนาจการบริหารจัดการให้แก่ผู้อำนวยการเป็นต้น การมอบอำนาจมีกรอบของอำนาจที่มอบหมายด้วย
9)       หลักความเป็นอิสระและความรับผิดชอบของผู้บริหารหมายความว่าเมื่อได้รับการมอบอำนาจแล้วการบริหารจัดการที่ดีต้องสามารถทำให้งานนั้นถูกต้องตามระเบียบและในขณะเดียวกันก็มีความสะดวกคล่องตัวในการทำงานความเป็นอิสระในการบริหารจัดการงานที่ได้รับการมอบอำนาจนั้นเป็นการวางระดับขั้นของความสำคัญของงานได้ด้วยเนื่องจากมีกรอบของการมอบหมายและเป้าหมายที่เป็นผลลัพธ์ของงานหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่นี้ทำให้นักบริหารได้ตระหนักถึงคุณค่าของการเป็นนักบริหารมืออาชีพที่เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ความสามารถและความมีคุณธรรมจริยธรรมในอาชีพที่ตนยึดมั่นว่าเป็นผู้ที่เป็นมืออาชีพ

 



ผู้เขียน : ถวิล อรัญเวศ
หน่วยงาน : สพป.นครราชสีมา เขต 4
พฤหัสบดี ที่ 10 เดือน มีนาคม พ.ศ.2554
เข้าชม : 12457
4 stars เฉลี่ย : 4 จาก 8 ครั้ง.


ภาวะผู้ของผู้บริหารการศึกษา 5 อันดับล่าสุด

      ภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษา 10 / มี.ค. / 2554
      ภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษา 10 / มี.ค. / 2554
      ภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษา 10 / มี.ค. / 2554


เชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยสมัครเป็นสมาชิกของศูนย์จัดการความรู้
สิทธิของสมาชิก สามารถบันทึกขุมความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และดาวน์โหลดได้
คลิกที่นี่สมัครสมาชิก